เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 69 ที่รัฐสภา น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมพิจารณาแนวทางบูรณาการพัฒนาพื้นที่และการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตวัด กรณี จ.ราชบุรี จัดทำ “โครงการล่องเรือไหว้พระตามลำน้ำแม่กลอง” โดยมีตัวแทนจากกรมป่าไม้ กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดราชบุรี สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขานครปฐม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เข้าร่วมชี้แจง
โดยการประชุมดังกล่าวมีประเด็นสำคัญเนื่องจากโครงการจำเป็นต้องก่อสร้างท่าเรือ ทางขึ้น-ลง และจุดบริการนักท่องเที่ยวในเขตวัดริมลำน้ำ ซึ่งทางผู้แทน พศ. ชี้แจงว่า หากหน่วยงานอื่นเข้ามาก่อสร้างในเขตวัด จำเป็นต้องปฏิบัติตามระเบียบและชำระค่าเช่าร้อยละ 2 ของราคาประเมินที่ดินวัดแปลงนั้น โดย พศ. ไม่มีอำนาจพิจารณายกเว้นหรือผ่อนปรนได้เอง เนื่องจากเป็นอำนาจของมหาเถรสมาคม (มส.)
น.ส.กุลวลี กล่าวว่า โครงการนี้คือการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เป็นบริการสาธารณะซึ่งรัฐบาลส่งเสริม และอาจให้ท้องถิ่นเข้ามาบริหารจัดการในอนาคต หากต้องเสียค่าเช่าจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและตกเป็นภาระของชุมชน ทั้งที่ผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงคือวัดและชาวบ้านเอง อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่เศรษฐกิจฐานรากซบเซา การท่องเที่ยวชะลอตัว ชุมชนในเมืองรองอย่างราชบุรีต้องการแหล่งรายได้ใหม่อย่างเร่งด่วน การนำต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่แล้วมาต่อยอดถือเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผลเร็วที่สุด ซึ่งงบประมาณของกรมโยธาธิการและผังเมืองก็พร้อมแล้ว หากปล่อยให้ติดขัดเรื่องระเบียบ จะเป็นการตัดโอกาสของชุมชนในช่วงเวลาที่ต้องการมากที่สุด
ประธาน กมธ.ที่ดินฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากโครงการล่องเรือไหว้พระเดินหน้าได้ จะเกิดประโยชน์รอบด้าน อาทิ ชาวเรือและร้านค้าในพื้นที่ มีรายได้จากการรับส่งนักท่องเที่ยว ร้านอาหารริมน้ำและสินค้าชุมชนมีเงินหมุนเวียนมากขึ้น เด็กและเยาวชน เกิดการจ้างงานมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ได้เรียนรู้และถ่ายทอดประวัติศาสตร์บ้านเกิด วัดและศาสนสถาน มีผู้มาทำบุญและเกิดศรัทธาเพิ่มขึ้น เป็นการสร้างรายได้บำรุงวัดอย่างยั่งยืน กิจกรรมที่มีอยู่เดิม เช่น พิธีลอยอังคาร จะมีท่าเรือที่ปลอดภัย ปรับปรุงภูมิทัศน์อย่างเป็นระเบียบและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
น.ส.กุลวลี ตั้งข้อสังเกตว่า ระเบียบค่าเช่ามีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองศาสนสมบัติจากการแสวงหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ แต่โครงการที่รัฐลงทุนเพื่อทำนุบำรุงวัด และสร้างรายได้ให้ชุมชนมีความแตกต่างจากการเช่าทำธุรกิจ จึงควรแยกออกจากกัน โดย กมธ. ได้ยกตัวอย่างสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ที่เช่าที่ดินราชพัสดุ 1,100 ไร่ ในอัตราไร่ละ 1 บาท เพื่อใช้เป็นสถานศึกษา ชี้ให้เห็นว่าสามารถกำหนดอัตราพิเศษเพื่อประโยชน์สาธารณะได้
น.ส.กุลวลี กล่าวว่า สำหรับแนวทางแก้ไข กมธ.การที่ดินฯ เตรียมทำหนังสือถึงมหาเถรสมาคมผ่าน พศ. เพื่อขอให้พิจารณา วางแนวปฏิบัติสำหรับโครงการของรัฐที่พัฒนาพื้นที่วัดเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทั้งการยกเว้นหรือกำหนดอัตราค่าตอบแทนพิเศษ พร้อมเล็งส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า โครงการลักษณะนี้ถือเป็น “โครงการพัฒนา” ที่ไม่เข้านิยาม “การใช้ประโยชน์” ซึ่งต้องเก็บค่าเช่าหรือไม่ ผลที่ได้จะเป็นบรรทัดฐานให้โครงการพัฒนาวัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั่วประเทศสามารถดำเนินงานได้ภายใต้กติกาเดียวกัน ศาสนสมบัติยังได้รับการคุ้มครอง ขณะที่วัด ชุมชน และเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ประโยชน์ร่วมกัน.



