น.ส.ธิดากุล แสงอุดม ผอ.กองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐาน สินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงกรณีบริษัท ซีพีแรม จำกัด มีการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพรา 4 สายพันธุ์ ได้แก่ แก้วจุรี 01, แก้วจุรี 02, แก้วจุรี 03 และ แก้วจุรี 04 สร้างความกังวลให้ประชาชนและเกษตรกรเกี่ยวกับสิทธิในการปลูกกะเพรา การเก็บเมล็ดพันธุ์ และผลกระทบต่อราคาอาหาร ว่า การคุ้มครองพันธุ์พืชไม่ได้หมายความว่ากะเพราทุกสายพันธุ์จะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองมีขอบเขตเฉพาะตามที่จดทะเบียนไว้เท่านั้น
ในกรณีการพัฒนากะเพราสายพันธุ์ใหม่ ภาคเอกชนได้ตรวจสอบข้อมูลในแหล่งรวบรวมเชื้อพันธุกรรมหรือยีนแบงก์แล้ว ไม่พบพันธุ์ที่มีคุณลักษณะตรงตามความต้องการ จึงสนับสนุนการวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อพัฒนาพันธุ์กะเพราที่เหมาะกับการใช้งาน โดยใช้เทคนิคทางวิทยาศาสตร์เพื่อปรับปรุงพันธุกรรมและคัดเลือกสายพันธุ์ ใช้เวลาประมาณ 2 ปี ก่อนยื่นขอรับความคุ้มครองในปี 2566 และได้รับความคุ้มครองในช่วงปี 2567-2568
ซึ่งปัจจุบันมีกะเพราที่ได้รับความคุ้มครองประมาณ 5 พันธุ์ แบ่งเป็นของภาคเอกชน 4 พันธุ์ และของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 1 พันธุ์ ส่วนพันธุ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เปิดให้ผู้สนใจเข้าถึงตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ชื่อพันธุ์ สถานะการคุ้มครอง และรายละเอียดสิทธิจำเป็นต้องตรวจสอบกับทะเบียนทางราชการอีกครั้ง
สำหรับพันธุ์กะเพราที่ได้รับความคุ้มครองของเอกชน บริษัทมีเป้าหมายใช้ผลผลิตในอุตสาหกรรมอาหารของตนเอง โดยจัดระบบการผลิตผ่านเกษตรกรในเครือข่ายและรับซื้อผลผลิตกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต จึงไม่ได้มีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ดังกล่าวทั่วไปในตลาด ส่วนพันธุ์กะเพราของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ที่ซื้อเมล็ดพันธุ์ไปปลูกสามารถนำผลผลิตไปจำหน่ายได้ และสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด แต่การนำเมล็ดพันธุ์ที่เก็บได้ไปจำหน่ายต่ออาจต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ ทั้งนี้ ต้องตรวจสอบรายละเอียดสิทธิและข้อยกเว้นตามกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชเป็นรายกรณี
“ประชาชนและเกษตรกรยังสามารถปลูกกะเพราทั่วไป รวมถึงนำไปประกอบอาหารและจำหน่ายผลผลิตได้ตามปกติ การมีพันธุ์กะเพราบางพันธุ์ได้รับความคุ้มครองจึงไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะไม่สามารถผัดกะเพราได้เหมือนเดิม หรือจำเป็นต้องเผชิญราคาอาหารแพงขึ้นโดยอัตโนมัติ กระแสข่าวที่ทำให้ประชาชนกังวลว่าจะไม่สามารถปลูกกะเพราเพื่อประกอบอาหาร หรือจะต้องซื้ออาหารราคาแพงขึ้นเพราะการจดทะเบียนพันธุ์พืชนั้น ไม่ควรสรุปเช่นนั้น เนื่องจากการคุ้มครองมีขอบเขตเฉพาะพันธุ์ ไม่ได้เป็นการผูกขาดกะเพราทั้งหมดในประเทศไทย”
การคุ้มครองพันธุ์พืชไม่ได้ครอบคลุมกะเพราทุกสายพันธุ์ที่อยู่ในท้องตลาด แต่จำกัดอยู่เฉพาะพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและเงื่อนไขการจดทะเบียน ส่วนสายพันธุ์อื่นที่ไม่ได้อยู่ภายใต้สิทธิในพันธุ์พืชดังกล่าว ยังสามารถปลูกและใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ



