วันนี้( 22 ต.ค.) นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ และรักษาการเลขาธิการ กสทช. พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานฯ ได้ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงถึงบทบาทและข้อจำกัดทางกฎหมายในการปฏิบัติงาน ท่ามกลางภาวะสุญญากาศและความขัดแย้งภายในองค์กร ว่า ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการจำเป็นต้องยึดหลักกฎหมายและความถูกต้องอย่างเคร่งครัด แม้ต้องการขับเคลื่อนงานเชิงนโยบาย แต่สภาวะปัจจุบันทำให้สำนักงานฯ ทำงานด้วยความยากลำบาก หาก ขยับซ้ายก็เหนื่อย ขยับขวาก็เหนื่อย เนื่องจากทั้งสองฝั่งต่างอ้างความถูกต้องตามกฎหมาย ของฝ่ายตน
โดยตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 60 กำหนดให้ประธาน กสทช. กำกับดูแลสำนักงานฯ และให้เลขาธิการขึ้นตรงต่อประธาน ซึ่งเมื่อประธาน กสทช. ยังคงแสดงตนและมีคำสั่งมาเป็นทางการ สำนักงานฯ ก็ต้องปฏิบัติตาม ขณะเดียวกันเมื่อกรรมการ กสทช. อีก 4 ท่านต้องการจัดประชุม สำนักงานฯ ก็พยายามอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่
“การจัดประชุมไม่ได้จบลงในวันประชุม แต่มติ กสทช. ทุกเรื่องถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่งการประชุมบอร์ดนัดพิเศษที่ผ่านมา 4 ครั้ง รวมถึงการประชุมล่าสุด เมื่อวานนี้ สำนักงานฯ กลับยังไม่เคยได้รับรายงานการประชุม บันทึกวาระ หรือเทปการประชุมเป็นลายลักษณ์อักษรตามระเบียบข้อบังคับการประชุม เลยแม้แต่รายการเดียว ผมหารือกับระดับผู้บริหารระดับสูงอยู่ตลอดเวลาว่า เราต้องยึดกฎหมายในสิ่งที่ถูกต้องที่สุด สำนักงานต้องเดินตามกฎหมาย เพราะหลังประชุม มติที่ประชุมคือสิ่งที่สำนักงานต้องรับผิดชอบไปตลอด ผมอายุราชการเหลืออีก 3 ปีเกษียณ ผมไม่ได้อยากจะเกษียณแล้วก็มีปัญหา และน้อง ๆ ทุกคนขึ้นไประดับสูง ก็ไม่อยากมีใครเกษียณแล้วมีปัญหา ขอให้สื่อ ลงให้ครบด้วยที่ผมพูด ผมแค่อยากจะขอความยุติธรรมกับสำนักงานบ้าง จะว่าผมเป็นยังไง ผมไม่ว่า แต่สำนักงานผมต้องปกป้อง แล้วก็ทำความถูกต้องให้ดีที่สุด น้องอีกเกือบ 2,000 คน เค้าไม่ควรจะต้องมารับความเสี่ยงอะไรแบบนี้” นายไตรรัตน์ กล่าว
นายไตรรัตน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ จากการหารือกับผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานตรวจสอบ ได้รับเตือนว่า หากสำนักงานฯ นำมติการประชุมของกรรมการ นัดพิเศษ ไปปฏิบัติตาม เช่น การสั่งจ่ายเงินคืนบริษัทเอกชนตามคำพิพากษาศาล หรือการออกหนังสือบังคับปรับผู้ประกอบการวันละ 2–3 ล้านบาท ในขณะที่สถานะการประชุมและตำแหน่งประธาน กสทช. ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ความถูกต้องตามกฎหมาย สำนักงานฯ และตนเองจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีทางอาญาและทางปกครอง จากเอกชนได้ทันที จึงไม่สามารถนำมติดังกล่าวไปปฏิบัติได้ในขณะนี้
ขณะเดียวกัน ด้านข้อกฎหมายเกี่ยวกับสถานะประธาน กสทช. นายไตรรัตน์ ชี้แจงว่า หากพิจารณาตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 20 การพ้นจากตำแหน่งจะต้องเข้าเงื่อนไข ซึ่งปัจจุบันประธานยังไม่เข้ากรณีใด และหากเห็นว่าประธานพ้นจากหน้าที่จริง ตามมาตรา 20 วรรคห้า กรรมการที่เหลือก็ควรจะต้องลงมติเลือกประธานคนใหม่เพื่อส่งเรื่องตามขั้นตอน แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีการดำเนินการดังกล่าว
“สถานะประธานฯ ผมก็ไม่รู้ คงต้องเป็นศาลปกครองเป็นผู้ตัดสิน เห็นว่าท่านอุธรณ์อยู่ เราก็ต้องรอคำสั่งศาล ผมเป็นผู้ด้อยปัญญา ไม่ได้มีความรู้เรื่องอะไรขนาดนั้น ส่วนประเด็นข่าวลือเรื่องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อยุบบอร์ด กสทช. มองว่าเป็นเรื่องจินตนาการและเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ” นายไตรรัตน์ กล่าว
ขณะที่ผลกระทบด้านการต่างประเทศ ยอมรับว่าภาวะสุญญากาศนี้ส่งผลกระทบต่อการส่งตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมใหญ่ผู้มีอำนาจเต็มของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) เนื่องจากประเทศไทยยังไม่ได้รับมอบหมายอำนาจ (Authority) อย่างเป็นทางการจากรัฐบาล ซึ่งอาจทำให้ไทยสูญเสียสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียง และพลาดโอกาสประวัติศาสตร์ในการคว้าตำแหน่งบริหารอันดับ 1 ใน 3 ของกลุ่มประเทศเอเชียและออสตราเลเชีย ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการปกป้องสิทธิประโยชน์ทางอ้อมด้านโทรคมนาคมและดาวเทียมของประเทศในอนาคตได้



