เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ฝ่ายประชาสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แจ้งว่า รฟท. ได้ดำเนินการตามสิทธิและหน้าที่ภายใต้สัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน โดยยื่นฟ้องเอกชนคู่สัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ธนาคารผู้ค้ำประกันของสัญญาฯ และผู้ออกหนังสือรับประกัน รวมทั้งหมด 8 ราย ต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2569 เพื่อบังคับชำระหนี้ค่าให้สิทธิร่วมลงทุนในแอร์พอร์ต เรลลิงก์ (ARL) พร้อมดอกเบี้ยผิดนัด รวมเป็นเงิน 13,335,938,913.70 บาท รวมถึงบังคับหลักประกันสัญญาธนาคาร และบังคับหนังสือรับประกัน

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2562 รฟท. ในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการ ได้ลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด ซึ่งภายหลังมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อเป็นบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด หรือ AERA 1 (เอกชนคู่สัญญา) ภายใต้สัญญาร่วมลงทุนดังกล่าว เอกชนคู่สัญญามีหน้าที่ชำระเงินค่าให้สิทธิร่วมลงทุนในแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ให้แก่ รฟท. จำนวน 10,671,090,000 บาท ภายในระยะเวลา 2 ปี นับจากวันที่สัญญามีผลบังคับใช้ โดยครบกำหนดชำระเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2564 ภายหลังจากที่ รฟท. ติดตามทวงถาม และนำเข้ากระบวนการระงับข้อพิพาทกับเอกชนคู่สัญญาให้ชำระค่าสิทธิฯ ตามขั้นตอนของสัญญาแล้ว คู่สัญญาไม่อาจตกลงระงับข้อพิพาทร่วมกันได้ ดังนั้น รฟท. จึงมีความจำเป็นต้องนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลปกครอง สำหรับการดำเนินการครั้งนี้ รฟท. ได้ยื่นฟ้องบุคคลแบ่งตามสถานะ และความเกี่ยวข้องกับสัญญาร่วมลงทุนฯ ได้แก่

1. บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ซึ่งเป็นเอกชนคู่สัญญาร่วมลงทุนในฐานะลูกหนี้ชั้นต้น โดย รฟท. ได้ฟ้องเรียกให้ชำระหนี้เงินต้น จำนวน 10,671,090,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดถึงวันฟ้อง จำนวน 2,664,848,913.70 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 13,335,938,913.70 บาท, 2. ธนาคารผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของเอกชนคู่สัญญา จำนวน 2 ราย ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยมีวงเงินค้ำประกันรายละ 1,000,000,000 บาท

และ 3. ผู้ออกหนังสือรับประกัน เพื่อชดใช้ค่าเสียหายจากการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของเอกชนคู่สัญญาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาร่วมลงทุน โดยมีจำนวนเงินสูงสุดตามที่ปรากฏในหนังสือรับประกันตามสัดส่วนการลงทุนในโครงการฯ จำนวน 5 ราย ประกอบด้วย (1) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด สัดส่วน 70% (2) บริษัท ไชน่า เรลเวย์ คอนสตรั๊คชั่น คอร์ปอเรชั่น ลิมิเต็ด สัดส่วน 10% (3) บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 10% (4) บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 5% และ (5) บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 5%

รฟท. ยึดหลักการรักษาสิทธิของรัฐและการดูแลประชาชนเป็นภารกิจที่ต้องดำเนินควบคู่กัน โดยการดำเนินการทางกฎหมายจะต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ เป็นธรรม เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ และไม่ทำให้ประชาชนต้องแบกรับผลกระทบจากข้อพิพาททางสัญญา ยืนยันว่าจะไม่กระทบต่อการให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ซึ่งปัจจุบันยังคงเปิดให้บริการตามปกติ รฟท. ให้ความสำคัญกับการให้บริการ คำนึงถึงความปลอดภัย และความสะดวกในการเดินทางของประชาชนเป็นสำคัญ