นักวิทยาศาสตร์เตือนทะเลไทยเสี่ยงเผชิญความร้อนสะสมจากเอลนีโญ โดยคาดว่าอุณหภูมิน้ำทะเลอาจสูงเกิน 30.5 องศาเซลเซียส ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2570 ขณะที่อ่าวไทยตอนบนอาจร้อนต่อเนื่องถึงต้นเดือนมิถุนายน หากน้ำทะเลร้อนจัดเป็นเวลานาน ปะการังอาจปรับตัวไม่ทันจนเกิดการฟอกขาวและทยอยตาย ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ประมง แหล่งอาหาร และการดำรงชีวิตของชุมชนชายฝั่ง

มูลนิธิเพื่อทะเล ร่วมกับ นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน จัดงานเสวนาหัวข้อ ‘รับมือคลื่นสึนามิความร้อน’ (Heatwave Tsunami: Prepare-Protect-Preserve) เพื่อประเมินความเสี่ยงจากภาวะโลกร้อนและเอลนีโญปี 2569–2570 พร้อมจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลก่อนเข้าสู่ช่วงเสี่ยงในปีหน้า โดย ‘อุกกฤต สตภูมินทร์’ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นผู้เปิดงาน

‘ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า การพยากรณ์และแจ้งเตือนภัยที่แม่นยำช่วยให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือได้ล่วงหน้า เช่น การเตรียมร่มเมื่อทราบว่าฝนจะตก หรือปรับแผนการเดินทางเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจราจร แต่หากระบบพยากรณ์ไม่สามารถเตือนล่วงหน้าได้ ประชาชนอาจต้องเผชิญน้ำท่วมและรถติดนานกว่า 4 ชั่วโมงโดยไม่ทันตั้งตัว

การเสวนาครั้งนี้จึงเป็นเสมือน Wake-up Call ที่สมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลและนักวิจัยร่วมกันส่งสัญญาณถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยยึดความซื่อสัตย์ทางวิชาชีพในการสื่อสารข้อมูลให้สังคมรับรู้ เพื่อให้ทุกฝ่ายมีเวลาเตรียมความพร้อมก่อนเกิดวิกฤต ปิ่นสักก์กล่าวเพิ่มเติมว่าเวทีเสวนาครั้งนี้ชี้ให้เห็นจุดเสี่ยงและปัญหาที่ประเทศต้องเตรียมรับมือ พร้อมเสนอแนวทางเชิงนโยบายที่นำไปใช้ได้จริง เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนรับมือและเตรียมความพร้อมให้ประเทศและทรัพยากรธรรมชาติก่อนเกิดวิกฤตได้อย่างทันท่วงที

ทะเลร้อนยาว ปะการังเสี่ยง

‘ดร.สมเกียรติ ขอเกียรติวงศ์’ ที่ปรึกษากรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า เอลนีโญปี 2569-2570 มีแนวโน้มรุนแรงใกล้เคียงกับช่วงปี 2540-2541 โดยคาดว่าอุณหภูมิน้ำทะเลไทยจะสูงเกิน 30.5 องศาเซลเซียส ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม 2570 ส่วนอ่าวไทยตอนบนอาจร้อนต่อเนื่องถึงต้นเดือนมิถุนายน ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้อาจมาช้ากว่าปกติ 2-4 สัปดาห์ เพิ่มความเสี่ยงภัยแล้งช่วงต้นฤดูฝน ส่วนความเสี่ยงต่อปะการังขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่น้ำทะเลร้อนสะสมด้วย โดยปี 2553 อ่าวไทยมีอุณหภูมิสูงเกินเกณฑ์นาน 58 วัน และเกิดปะการังฟอกขาวรุนแรง ส่วนปี 2567 น้ำทะเลร้อนเกินเกณฑ์นานถึง 91 วัน

ด้าน ‘ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา’ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) กล่าวว่า ผลกระทบจากเอลนีโญเกี่ยวข้องกับทั้งเกษตรกรรม ประมง การท่องเที่ยว และวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่ง แต่ไทยยังขาดข้อมูลที่ครอบคลุมความเปราะบางของระบบนิเวศและชุมชน การวางแผนจึงต้องอาศัยข้อมูลตรวจวัดจริงในพื้นที่ ไม่พึ่งพาแบบจำลองคาดการณ์เพียงอย่างเดียว เพราะทะเลมีปัจจัยซับซ้อน ทั้งความเค็ม ตะกอน สารอาหาร และการเคลื่อนตัวของมวลน้ำ ซึ่งล้วนมีผลต่อสิ่งมีชีวิต

ขณะที่ ‘ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์’ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำข้อมูลอุณหภูมิผิวน้ำทะเลจากองค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) มาประกอบการวิเคราะห์ พบว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วโลกในปี 2569 สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตเกือบตลอดทั้งปี พร้อมย้ำว่าทะเลแต่ละแห่งได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ระยะเวลาที่น้ำร้อน กระแสน้ำ ความลึก และสภาพของแนวปะการัง จึงต้องใช้ข้อมูลพยากรณ์ควบคู่กับการสำรวจภาคสนาม

ดร.ธรณ์เสนอให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณสนับสนุนงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทางทะเล และทบทวนงบลงทุนสิ่งก่อสร้างหรือครุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น พร้อมเรียกร้องให้คุ้มครองพื้นที่อนุรักษ์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะเกาะตาชัย ซึ่งควรสงวนไว้เพื่อการศึกษาและฟื้นฟูธรรมชาติ ไม่เปิดให้ท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์

ปะการังฟื้นตัวไม่ทัน

‘ดร.ลลิตา ปัจฉิม’ นักวิจัยด้านปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เผยว่า ความรุนแรงของปะการังฟอกขาวแตกต่างกันไปตามชนิดปะการังและพื้นที่ โดยปี 2567 เกาะแสมสารพบปะการังฟอกขาว 62% และตาย 33% ขณะที่เกาะล้านมีปะการังที่ไม่ฟอกขาว 85% จึงควรเร่งค้นหาและคุ้มครองพื้นที่ที่ปะการังทนต่อความร้อนได้ เพื่อรักษาแหล่งพันธุ์ธรรมชาติและใช้วางแผนฟื้นฟู

ในช่วงประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา วงรอบการเกิดปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ทั่วโลกถี่ขึ้น จากเดิมทุก 12 ปี เหลือเพียง 6-8 ปี ทำให้ปะการังมีเวลาฟื้นตัวน้อยลง ขณะเดียวกันยังพบพื้นที่ที่อาจเป็นแหล่งหลบภัย เช่น บริเวณน้ำลึกที่มีแสงน้อย กองหินนอกชายฝั่ง แนวปะการังฝั่งตะวันตกของอันดามันที่ได้รับอิทธิพลจากน้ำเย็น และแนวปะการังเทียมบางแห่ง

ดร.ลลิตากล่าวเสริมว่า หลังปะการังฟอกขาวยังต้องเฝ้าระวังโรคและสัตว์ผู้ล่าที่เข้ามาซ้ำเติมแนวปะการังซึ่งอ่อนแออยู่แล้ว การติดตามสุขภาพปะการังอย่างต่อเนื่องจึงจะช่วยให้เลือกพื้นที่อนุรักษ์และวิธีฟื้นฟูได้ตรงกับสภาพจริง โดยต้องพิจารณาทั้งการปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นตัวและการเข้าไปฟื้นฟูโดยมนุษย์

ชงแผนรับมือ 3 ระยะ

ด้าน‘อ.ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง’ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย เสนอให้รัฐบาลเตรียมข้อมูล งบประมาณ แผนเผชิญเหตุ และการสื่อสารกับภาคธุรกิจไว้ก่อนที่น้ำทะเลจะร้อนถึงระดับเสี่ยง เนื่องจากปะการังฟอกขาวส่งผลต่อเนื่องถึงการท่องเที่ยว ประมง แหล่งอาหาร และชุมชนชายฝั่ง โดยแบ่งแผนรับมือเป็น 3 ระยะ ได้แก่

  1. ก่อนฟอกขาว (มกราคม-มีนาคม 2570) ติดตามอุณหภูมิน้ำทะเล จัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงและแหล่งหลบภัย วางระบบเตือนภัยในอุทยานแห่งชาติทางทะเล และประสานผู้ประกอบการดำน้ำกับชุมชนประมงให้เตรียมแผนรองรับล่วงหน้า
  2. ระหว่างฟอกขาว (เมษายน-มิถุนายน 2570) สำรวจพื้นที่ด้วยมาตรฐานเดียวกัน และกำหนดมาตรการตามข้อมูลที่ตรวจพบ เช่น ปรับเปลี่ยนจุดดำน้ำโดยไม่เพิ่มแรงกดดันให้พื้นที่อื่น ห้ามทิ้งสมอหรือสัมผัสปะการัง และแจ้งข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว
  3. หลังฟอกขาว (กรกฎาคม 2570-ธันวาคม 2571) ประเมินการตายและการฟื้นตัวในช่วง 3–6 เดือน และติดตามอีกครั้งหลัง 12 เดือน เพื่อคุ้มครองแนวปะการังที่รอดชีวิต ฟื้นฟูตามข้อมูลที่สำรวจได้ และช่วยเหลือผู้ประกอบการกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังเสนอให้จัดตั้งศูนย์ประสานงานสถานการณ์ปะการังฟอกขาวภายใต้คณะกรรมการระดับชาติ เชื่อมโยงหน่วยงานด้านทะเล อุทยานแห่งชาติ ประมง การท่องเที่ยว และสถาบันวิจัย โดยใช้กลไกที่มีอยู่เพื่อลดความซ้ำซ้อน พร้อมแยกงบประมาณสำหรับการเตรียมพร้อม การรับมือเหตุการณ์ และการฟื้นฟูระยะยาว

ภายใน 30 วัน สมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทยจะร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมประมง และมูลนิธิเพื่อทะเล เร่งดำเนินงาน 6 ด้าน ได้แก่ สร้างเครือข่ายนักวิจัยและระบบแบ่งปันข้อมูล จัดทำรายงานความเสี่ยงแยกฝั่งอันดามันและอ่าวไทย จัดทำแผนรับมือ 3 ระยะพร้อมเกณฑ์เตือนภัยและผู้ตัดสินใจ เตรียมแผนรองรับธุรกิจดำน้ำและเรือนำเที่ยว ประเมินความเสี่ยงของประมงและชุมชนชายฝั่ง และกำหนดกรอบงบประมาณฉุกเฉินควบคู่กับงบติดตามระยะยาว

ทั้งนี้ ข้อเสนอจากเวทีเสวนาจะถูกรวบรวมเป็นร่างนโยบายเสนอต่อรัฐบาล เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรับมือก่อนเข้าสู่ช่วงที่ทะเลไทยเสี่ยงร้อนจัด ลดความเสียหายต่อแนวปะการังและชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรทางทะเล และให้การตัดสินใจด้านการท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์อาศัยข้อมูลและแผนที่เตรียมไว้ล่วงหน้า