วันนี้ ( 22 ต.ค.) นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เปิดเผยว่า จากกรณีการเปิดเผยช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับวิกฤต “PHP2Shell” (CVE-2026-109618 และ CVE-2026-109619) ในระบบ PHP ซึ่งเป็นเทคโนโลยี ที่ใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์และบริการออนไลน์อย่างแพร่หลาย โดยช่องโหว่ดังกล่าวอาจเปิดโอกาส ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีเข้าถึงและควบคุมระบบจากระยะไกลได้โดยไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงปลอดภัยของเว็บไซต์ ระบบสารสนเทศ และบริการออนไลน์ที่ใช้งาน PHP ในเวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบ นั้น
ทั้งนี้ สกมช. โดยศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT) ได้เร่งออกประกาศแจ้งเตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์ทันทีตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 22 ตุลาคม พร้อมประสานแจ้งข้อมูลและข้อแนะนำในการป้องกันไปยังหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ เพื่อให้เร่งตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขช่องโหว่โดยเร็ว ลดความเสี่ยง จากการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบสารสนเทศสำคัญของประเทศและความต่อเนื่องในการให้บริการประชาชน
สกมช. โดย ThaiCERT ได้เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือกับช่องโหว่ไซเบอร์ระดับวิกฤตดังกล่าวอย่างทันท่วงที โดยมีการดำเนินงานใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. ออกประกาศแจ้งเตือนภัยคุกคามไซเบอร์ระดับประเทศ พร้อมประสานแจ้งข้อมูล ภัยคุกคามและข้อแนะนำในการป้องกันไปยังหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CII) และเครือข่าย Sectoral CERT ทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ดูแลระบบเร่งตรวจสอบ
ความเสี่ยงโดยเร็ว
2. สำรวจและประเมินความเสี่ยงของระบบสารสนเทศสำคัญ โดยมุ่งเน้นระบบที่เปิดให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่อาจได้รับผลกระทบ รวมถึงระบบที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการสาธารณะ
3. ยกระดับการเฝ้าระวังและตรวจจับการโจมตี โดยติดตามและรวบรวมข้อมูลภัยคุกคาม วิเคราะห์รูปแบบและพฤติกรรมการโจมตีที่เกี่ยวข้องกับช่องโหว่ดังกล่าว พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
4. ติดตามผลการแก้ไขและรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งผลการตรวจสอบระบบ การติดตั้งแพตช์แก้ไขช่องโหว่ และเหตุการณ์ผิดปกติที่ตรวจพบ เพื่อรายงานต่อผู้บริหาร สกมช. และสนับสนุนการกำหนดมาตรการรับมือให้สอดคล้องกับสถานการณ์
“สกมช. จะติดตามสถานการณ์และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยให้ความสำคัญกับระบบที่มีความเสี่ยงสูงและระบบบริการสำคัญของประเทศ พร้อมขอให้หน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่ใช้งานระบบ PHP เร่งตรวจสอบเวอร์ชันของระบบ และดำเนินการปรับปรุงแก้ไขช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัยตามคำแนะนำของผู้พัฒนาโดยเร็ว ควบคู่กับการเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังความผิดปกติ และเตรียมความพร้อมรับมือเหตุภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น เพื่อป้องกันความเสียหายและลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของบริการสำคัญที่ประชาชนจำเป็น ต้องใช้งาน เพราะการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไม่ได้วัดความสำเร็จเพียงแค่การรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์โจมตีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายตั้งแต่ต้น แม้การทำงานเบื้องหลังเหล่านี้อาจไม่เป็นข่าวเมื่อทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้บริการได้อย่างปลอดภัยและต่อเนื่อง” นายภราดร กล่าว
ทั้งนี้ หากหน่วยงานหรือประชาชนตรวจพบเหตุผิดปกติ หรือสงสัยว่าอาจได้รับผลกระทบ จากภัยคุกคามทางไซเบอร์ สามารถแจ้งเหตุและขอคำปรึกษาได้ที่ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT) โทรศัพท์ 02-114-3531 ตลอด 24 ชั่วโมง หรืออีเมล [email protected] เพื่อประสานการตรวจสอบและให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที



