นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยในงาน CEO Econmass Award 2026 สัมมนาหัวข้อ “New S-Curve Thailand” จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่าท่ามกลางปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่หากมองภาพรวมในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ทำผลงาน ได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 25% และปริมาณการซื้อขายเพิ่มสูงขึ้นถึง 60% เมื่อเทียบกับช่วง 7 ปีที่แล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน 

แม้ภาพรวมตลาดจะเติบโต แต่ตลาดทุนไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับสภาวะ K-Shape ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มชัดเจน คือ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่ทำผลงานได้ดีและเป็นตัวผลักดันดัชนีตลาดให้ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่บริษัทขนาดเล็กอยู่ในฝั่งขาลงของ K-Shape ซึ่งได้รับความสนใจและการซื้อขายจากนักลงทุนน้อยลง 

“ในตลาดทุนเราก็มี K-Shape เหมือนกัน มันจะมีบางอุตสาหกรรมธุรกิจใหญ่ๆ ที่ perform ดี และเป็นตัวดันตลาดขึ้นไป แต่ก็มีบริษัทเล็กๆ ที่ถือว่าเป็น K ด้านล่าง ความสนใจนักลงทุนน้อยลง การซื้อขายน้อยลง ก็เป็นสะท้อนเศรษฐกิจไทยในวันนี้”

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการยกระดับตลาดทุนในอนาคต ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงมุ่งเน้นการแสวงหาโอกาสและธุรกิจใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐ โดยยุทธศาสตร์สำคัญที่กำลังผลักดันอย่างเข้มข้นในขณะนี้คือโครงการ BOI to IPO เพื่อเชิญชวนผู้ลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยผ่านการส่งเสริมของ BOI ให้พิจารณาใช้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุนในการขับเคลื่อนธุรกิจ 

นายอัสสเดช กล่าวว่า วันนี้ที่กำลังดำเนินการ BOI to IPO เราเห็นศักยภาพของผู้ที่มาลงประเทศไทย ก็อยากจะชวนมาลองใช้หรือคิดพิจารณาใช้ตลาดทุนของเราเป็นแหล่งระดมทุนในการขับเคลื่อนธุรกิจของเขา แล้วก็สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับนักลงทุนไทยไปด้วย เป็น New S-Curve ให้กับตลาดทุน

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเตรียมความพร้อมด้านกรอบเกณฑ์และโครงสร้างไว้เป็นอย่างดี แต่นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ด้านภาษีแล้ว การตัดสินใจเข้ามาจดทะเบียนยังขึ้นอยู่กับนโยบายระดับโลก (Global Policy) ของแต่ละภาคธุรกิจและปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ อีกหลายประการ 

นายอัสสเดช กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นให้เร็วที่สุดคือ มุมมองจากการฟัง ดร. มาจุน ปรมาจารย์ด้านการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม Green Financing จากประเทศจีน ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ประเทศจีนประสบความสำเร็จ คือการดึง 7 กระทรวง มาร่วมมือและวางแผนงานให้สอดคล้องกันตั้งแต่จุดเริ่มต้น 

“เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย เพียงแค่การบูรณาการความร่วมมือระหว่าง 2 กระทรวง ให้สำเร็จยังเป็นเรื่องที่มีความท้าทายอย่างมาก แต่หากประเทศไทยสามารถสร้างความร่วมมือที่สอดคล้องกันได้ จะส่งผลให้ประเทศมีความทรงพลังอย่างยิ่ง”