ผศ.นายสัตวแพทย์ ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยถึงกรณี บริษัท ซีพีแรม จำกัด สนับสนุนโครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์กะเพราแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รวม 4 ระยะ ระหว่างปี 2563-2566 โดยในปี 2563 เริ่มมีการพัฒนากะเพราแก้วจุรีจากกะเพราพื้นเมือง CPR1 ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ก่อนยื่นคำขอรับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ กะเพราแก้วจุรีจำนวน 4 พันธุ์ และได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองครบทั้ง 4 พันธุ์ในปี 2567 ว่า ภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยคือการศึกษา ค้นคว้า และวิจัย เพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ พร้อมเปิดรับความร่วมมือจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อนำโจทย์ปัญหาจากภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และผู้ประกอบการ มาพัฒนางานวิจัยให้สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานจริง

สำหรับการดำเนินงานวิจัยในปัจจุบัน เมื่อมหาวิทยาลัยพัฒนานวัตกรรมหรือพันธุ์พืชใหม่ที่เข้าเกณฑ์การคุ้มครอง การจดทะเบียนสิทธิถือเป็นกระบวนการหนึ่งในการรักษาสิทธิของผู้พัฒนาและกำหนดขอบเขตการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ โดยต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผลงานวิจัยได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม และสามารถนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

“ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นสถาบันการศึกษาของรัฐที่มีภารกิจเพื่อสังคม การดำเนินความร่วมมือกับภาคเอกชนจึงต้องเป็นไปตามข้อตกลงและเงื่อนไขของแต่ละโครงการ รวมถึงสัดส่วนการลงทุนและบทบาทของผู้เกี่ยวข้อง ไม่ใช่การมอบสิทธิพิเศษให้แก่บริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นการเฉพาะ”

อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังจำเป็นต้องมีการสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใส โดยเฉพาะรายละเอียดเกี่ยวกับเจ้าของสิทธิ เงื่อนไขการใช้ประโยชน์ และการแบ่งปันผลตอบแทนจากงานวิจัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคมว่า การพัฒนาพันธุ์พืชและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง

มหาวิทยาลัยยังให้ความสำคัญกับการปกป้องผลงานวิจัยของไทยจากการนำไปใช้ประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต การมีระบบคุ้มครองสิทธิที่เหมาะสมจะช่วยกำหนดขอบเขตการใช้ประโยชน์และรักษาผลประโยชน์ของผู้พัฒนา อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะสามารถห้ามการใช้ผลงานได้ทุกกรณี เพราะต้องพิจารณาประเภทสิทธิ เงื่อนไขตามกฎหมาย และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณีประกอบกัน

สำหรับข้อกังวลว่าการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชจะทำให้เกษตรกรไม่สามารถปลูกกะเพราหรือพืชชนิดอื่นได้ตามปกติ มหาวิทยาลัยชี้แจงว่า การคุ้มครองสิทธิมีขอบเขตตามกฎหมาย ไม่ได้ครอบคลุมพืชทุกสายพันธุ์หรือกิจกรรมการเพาะปลูกทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ เกษตรกรควรตรวจสอบว่าพันธุ์พืชที่นำมาใช้เป็นพันธุ์ทั่วไปหรือพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง ตลอดจนพิจารณาเงื่อนไขเกี่ยวกับการเก็บเมล็ดพันธุ์ การขยายพันธุ์ และการนำไปจำหน่าย เนื่องจากสิทธิและข้อยกเว้นอาจแตกต่างกันตามกฎหมายที่ใช้บังคับ

“ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาต้องดำเนินควบคู่กับการรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของเกษตรกร การเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรม การสร้างมูลค่าจากงานวิจัย และการรักษาความมั่นคงในการผลิตของเกษตรกรไทยในระยะยาว”