สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงไทเป สาธารณรัฐจีน เมื่อวันที่ 23 ต.ค. ว่า หน่วยยามฝั่งไต้หวันเปิดเผยว่า จีนกำลังผสานการปฏิบัติการของเรือกองกำลังติดอาวุธทางทะเลกับเรือยามฝั่ง เพื่อขยายการเตรียมความพร้อมในสนามรบรอบไต้หวันและในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก
ทั้งนี้ มีการตรวจพบเรือกองกำลังติดอาวุธทางทะเลของจีนใกล้ชายฝั่งตะวันออกของไต้หวันในมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นครั้งแรก เมื่อกลางเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา โดยเรือประมงต้องสงสัยชื่อ “หมินฝูติงอวี่ 07902” เข้าใกล้เขตน่านน้ำควบคุมของไต้หวันในระยะประมาณ 2.7 ไมล์ทะเล เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ที่ผ่านมา ขณะปฏิบัติการร่วมกับเรือยามฝั่งและเรือวิจัยของจีน ด้านไต้หวันส่งเรือลาดตระเวนเข้าผลักดันเรือลำดังกล่าวออกไป
หน่วยยามฝั่งไต้หวันระบุด้วยว่า นับตั้งแต่เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา จีนเพิ่มกิจกรรมลักษณะนี้ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ หลังรัฐบาลโตเกียวและรัฐบาลมะนิลา เปิดการหารือเรื่องการกำหนดเส้นแบ่งเขตทางทะเลในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ซึ่งทอดออกไปจากชายฝั่ง 200 ไมล์ทะเล และเป็นพื้นที่ซึ่งรัฐชายฝั่งมีสิทธิใช้ประโยชน์และจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
ไต้หวันเตือนว่า ปฏิบัติการในลักษณะ “พื้นที่สีเทา” ซึ่งผสมผสานเรือหลายประเภทและอาศัยภาพลักษณ์ด้านการบังคับใช้กฎหมาย การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ หรือกิจกรรมพลเรือน อาจเพิ่มภาระการเฝ้าระวังทางทะเลและการตอบสนองของทั้งสามฝ่าย ตลอดจนสร้างแรงกดดันต่อความมั่นคงในภูมิภาคและระเบียบทางทะเลระหว่างประเทศ
Taiwan says China using militia boats to expand 'battlefield preparation' in western Pacific https://t.co/nfsO07TjoR https://t.co/nfsO07TjoR
— Reuters (@Reuters) October 23, 2026
เจ้าหน้าที่ไต้หวันเชื่อว่า จีนกำลังฝึกซ้อมเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการปิดล้อมทางทะเล โดยใช้ทรัพยากรทั้งทางทหาร กึ่งทหาร และพลเรือนร่วมกัน เนื่องจากชายฝั่งตะวันออกของไต้หวันเป็นเส้นทางเดินเรือและเส้นทางส่งกำลังบำรุงที่สำคัญ
หน่วยยามฝั่งไต้หวันขึ้นบัญชีเรือหมินฝูติงอวี่ 07902 เป็นเรือที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีลักษณะสอดคล้องกับกิจกรรมของกองกำลังติดอาวุธทางทะเลจีน และจะติดตามความเคลื่อนไหวต่อไป โดยกองกำลังดังกล่าวใช้เรือประมงที่มีลูกเรือผ่านการฝึกและได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ปฏิบัติการในน่านน้ำพิพาทเพื่อช่วยจีนยืนยันสิทธิทางทะเล แต่ยังคงภาพลักษณ์ว่าเป็นกิจกรรมพลเรือน.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



