ร้านค้าปลีกถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ยังคงแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในไทย เพราะนอกเหนือจากการทำราคาและโปรโมชั่นแล้ว การขยายสาขาให้เข้าถึงผู้บริโภค ยังเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ

หากลองเปรียบเทียบ 4 แบรนด์ค้าปลีกที่คนไทยคุ้นเคยอย่าง 7-Eleven, Big C, Lotus’s และ Tops จะพบว่าแต่ละแบรนด์มีขนาดเครือข่ายและกลยุทธ์การเข้าถึงลูกค้าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

จำนวนสาขา 4 ยักษ์ค้าปลีกไทย

1. 7-Eleven 

7-Eleven ภายใต้การบริหารของ CP All ยังคงเป็นหนึ่งในเครือข่ายร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดของไทย โดย ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 มีจำนวนสาขาทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 16,284 สาขา แบ่งเป็น 

  • ร้านของบริษัท 8,414 สาขา 
  • แฟรนไชส์ 7,870 สาขา

2. Lotus’s

Lotus’s ภายใต้กลุ่ม CP Axtra มีเครือข่ายร้านค้าหลายรูปแบบ ตั้งแต่ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต ไปจนถึง Lotus’s Go Fresh ซึ่งเน้นเข้าถึงผู้บริโภคในชุมชน ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 มีจำนวนสาขาทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 2,579 สาขา

3. Big C 

Big C ภายใต้กลุ่ม BJC มีร้านค้าหลายรูปแบบ ทั้ง Big C ไฮเปอร์มาร์เก็ต, Big C Mini และ Big C Food Place ซึ่งช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงผู้บริโภคตั้งแต่การซื้อสินค้าครั้งใหญ่ ไปจนถึงการจับจ่ายใกล้บ้าน ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 มีจำนวนสาขารวม 2,040 สาขา แบ่งเป็น

  • สาขาขนาดใหญ่ 208 สาขา
  • สาขาขนาดเล็ก 1,551 สาขา
  • สาขารูปแบบอื่นๆ 281 สาขา 

ซึ่งยังไม่รวม เอ็มเอ็ม เมก้า มาร์เก็ต เวียดนาม 31 สาขา และเครือข่ายร้านค้าโดนใจ 32,697 สาขา

4. Tops

Tops ภายใต้ Central Retail มีร้านค้าหลายรูปแบบ เช่น Tops Supermarket, Tops Food Hall และ Tops Daily ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 มีจำนวนสาขารวม 734 สาขา

ซึ่งหลังจาก Tops เข้าซื้อกิจการ MaxValu ในประเทศไทยจำนวน 30 สาขา และทยอยเปลี่ยนชื่อสาขาให้เป็น Tops ตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. 2569 ที่ผ่านมา ทำให้หลังจากนี้ Tops ค่อยๆ มีจำนวนสาขาที่ใหญ่มากขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม จำนวนสาขาของยักษ์ค้าปลีกทั้ง 4 รายนี้ ไม่ได้สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจทั้งหมด เพราะยังต้องพิจารณารายได้ต่อสาขา ยอดขาย การทำกำไร ทำเล ฐานลูกค้า และประสิทธิภาพการบริหารจัดการควบคู่กันด้วย

เพราะในสมรภูมิค้าปลีกไทย การมีสาขามากอาจช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้า แต่โจทย์สำคัญไม่แพ้กันคือทำอย่างไรให้แต่ละสาขาสามารถสร้างยอดขายและเติบโตได้อย่างยั่งยืน