วันนี้ (23 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กรรมการ กสทช.) 3 คน ได้แก่ พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ร่วมกันออกเอกสารข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงการประชุม กสทช. นัดพิเศษโดยยืนยันว่าในการประชุม กสทช. นัดพิเศษ ยืนยันอำนาจปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบของกฎหมาย พร้อมเดินหน้าประชุมต่อเนื่องเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยระบุว่า
ตามที่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสถานะของประธาน กสทช. และการดำเนินการประชุมของกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่นั้น ขอยืนยันว่าการประชุม กสทช. ดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ และจะยืนหยัดมิให้การปฏิบัติหน้าที่ กสทช. เกิดสภาวะชะงักงันจนนำไปสู่ความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ โดยชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สาธารณชน ดังนี้
1. สถานะของกรรมการและองค์ประชุมตามกฎหมาย
เมื่อคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ซึ่งศาลปกครองกลางได้วินิจฉัยว่าชอบด้วยกฎหมาย ระบุว่านายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. และให้ถือว่าสละสิทธิการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. มาตั้งแต่แรก โดยผลของกฎหมาย ซึ่งในขณะนี้ ยังไม่มีคำสั่งศาลให้ระงับหรือทุเลาการบังคับดังกล่าวของคณะกรรมการสรรหา กสทช. กรรมการที่เหลืออยู่จึงเห็นว่าต้องดำเนินการตามผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นอย่างเคร่งครัด ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 20 วรรคสาม กำหนดให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ หากมีจำนวนไม่น้อยกว่า 4 คน ขณะที่ข้อ 25 วรรคหนึ่งของข้อบังคับการประชุม กสทช. กำหนดองค์ประชุมไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด
เมื่อมีกรรมการเข้าประชุมครบองค์ประชุมตามที่กฎหมายกำหนด ย่อมสามารถประชุมและปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่กฎหมายกำหนดได้ โดยในกรณีที่ไม่มีประธานอยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ข้อ 26 ของข้อบังคับการประชุมฯ เปิดช่องให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทนได้
2. การดำเนินการจัดประชุมเป็นไปตามระเบียบ กสทช. โดยครบถ้วนและโปร่งใส
การประชุม กสทช. นัดพิเศษ ที่ผ่านมาทั้ง 4 ครั้ง ได้ดำเนินกระบวนการอย่างรอบคอบ ยึดหลักกฎหมายทุกขั้นตอน ตั้งแต่การหยิบยกเอาระเบียบวาระการประชุมที่สำนักงาน กสทช. ได้เสนอให้ประธาน กสทช. ในขณะที่ยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ทำการบรรจุวาระไว้แล้วมาบรรจุเป็นวาระการประชุมนัดพิเศษทั้งหมด ส่วนวาระเร่งด่วนจำเป็นได้พิจารณาบรรจุเป็นวาระจร โดย กสทช. 6 คนมีมติให้กรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุมและให้อำนาจตามข้อบังคับการประชุมพิจารณาบรรจุวาระโดยครบถ้วน
นอกจากนี้ ตลอดการประชุมมีการบันทึกการประชุมทั้งแบบลายลักษณ์อักษร และบันทึกเสียงอย่างครบถ้วน ส่วนที่มีการกล่าวอ้างว่ามีการสั่งให้ลบเทปการประชุมเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่เป็นความจริง เพราะ กสทช. ทั้ง 6 คน ทราบดีว่าบันทึกประชุมในรูปแบบเสียงสามารถใช้เป็นหลักฐานและตรวจสอบได้ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนาของกรรมการ กสทช. 6 คน ที่ต้องการสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ จึงไม่เคยมีการสั่งการให้ลบเทปแต่อย่างใด
ทั้งนี้ หากรักษาการเลขาฯ ได้เข้ามาร่วมประชุมและทำหน้าที่เลขานุการการประชุมตามที่กรรมการทั้ง 6 คนได้แจ้งขอไป ก็ย่อมจะทราบดีถึงความจริงในส่วนนี้
ส่วนการจัดส่งมติที่ประชุมเพื่อให้สำนักงานฯ นำไปปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ในฐานะ กสทช. ผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้ลงนามแจ้งมติที่รับรองแล้วไปให้รักษาการเลขาธิการฯ แล้ว
ดังนั้น สถานการณ์ในขณะนี้จึงอยู่ที่สำนักงาน กสทช. ต้องนำมติที่ประชุม กสทช. ไปปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและทันท่วงที มิใช่การหาเหตุกล่าวอ้างซึ่งกลายเป็นการประวิงเวลาและอาจสร้างความเสียหายให้รุนแรงมากขึ้น
3. ความเป็นธรรมต่อเจ้าหน้าที่ กสทช.
การประชุม กสทช. นัดพิเศษที่ผ่านมาทั้ง 4 ครั้ง กรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ได้ใช้ความพยายามอย่างที่สุดที่จะให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ กสทช. มาโดยตลอด ตั้งแต่การพยายามแจ้งให้รักษาการเลขาธิการ กสทช. (นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล) เข้าปฏิบัติหน้าที่เลขานุการในที่ประชุม แต่กลับได้รับการแจ้งตอบมาทุกครั้งว่าไม่สามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ให้กับกรรมการ กสทช. 6 คนได้ เนื่องจากต้องไปปฏิบัติหน้าที่ในห้องประชุมที่ นายแพทย์สรณฯ กำหนดไว้ในวันและเวลาเดียวกัน ซึ่งก็รวมถึงผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนรักษาการเลขาธิการ (นายฉันทพัทธ์ ขำโคกกรวด) ที่ได้เคยมาแจ้งในที่ประชุม กสทช. นัดพิเศษ ในลักษณะเดียวกัน โดยยืนยันว่าจะต้องรออยู่ในห้องประชุมอีกห้องหนึ่งที่นายแพทย์สรณฯ กำหนดไว้แต่ไม่มีกรรมการเข้าร่วมประชุมจนกว่าจะถึงเวลา 16.30 น. ของวัน และในวันที่ 21 ตุลาคม ที่ผ่านมา ก็ยังคงมีการนัดประชุมซ้อนกัน โดยนายแพทย์สรณฯ ยังคงมานั่งเป็นประธานในห้องประชุมที่กำหนดไว้ จนกระทั่งเวลา 11.30 น. แจ้งยกเลิกการประชุมในห้องนั้นไป ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว การประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 4/2569 ที่มีกรรมการ กสทช. 6 คนยังคงนั่งประชุมอยู่ เหตุใด รักษาการเลขาธิการ กสทช. (นายไตรรัตน์ฯ) จึงไม่ยอมเข้ามาปฏิบัติหน้าที่เลขานุการในที่ประชุมทั้งที่เหตุที่เป็นข้อกล่าวอ้างว่าไม่อาจเข้าร่วมประชุมกับกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ได้มาตลอดได้หมดสิ้นไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม การประชุม กสทช. ก็จำเป็นต้องดำเนินการต่อไป โดยที่ประชุมได้ให้มีการบันทึกเสียงการประชุมอย่างต่อเนื่อง นอกจากเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบความถูกต้องแล้ว ยังเพื่อให้เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. สามารถตรวจสอบการให้ข้อมูลของตนเองได้ด้วยซึ่งจะสร้างความเป็นธรรมให้แก่เจ้าหน้าที่ที่เข้าปฏิบัติหน้าที่ให้ข้อมูลในที่ประชุม แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ ความไม่เป็นธรรมที่อาจกำลังเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ที่เข้าปฏิบัติหน้าที่และให้ข้อมูลต่อที่ประชุมเพียงเพราะการปฏิบัติงานตามหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ
เนื่องจากมีข้อมูลภายในสำนักงาน กสทช. ว่า เจ้าหน้าที่ที่มาสนับสนุนการประชุมอาจจะถูกดำเนินการทางวินัยโดยกล่าวโทษว่า เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ได้รับมอบหมายจากรักษาการเลขาธิการ
สำนักงาน กสทช. ในฐานะหน่วยงานธุรการและหน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่สนับสนุนให้คณะกรรมการสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ การดำเนินงานจึงควรยึดหลักนิติธรรม ความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
4. การเลือกประธานและการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการที่เหลืออยู่
ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 20 วรรคห้า ระบุว่า ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือรองประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ให้ กสทช. ประชุมกันเพื่อเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการหรือรองประธานกรรมการ แล้วแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และให้นายกรัฐมนตรีนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานกรรมการหรือรองประธานกรรมการ แล้วแต่กรณี
เมื่อมีเหตุตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงาน กสทช. มีหนังสือแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบภายในระยะเวลาสิบห้าวันนับแต่วันที่มีเหตุดังกล่าว และให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเริ่มดำเนินการจัดให้มีการเลือกกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง
กรรมการที่เหลืออยู่ยังอยู่ระหว่างการหารือและดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเกี่ยวกับกรณีตำแหน่งประธาน กสทช. ที่ว่างลง ซึ่งรวมถึงการเลือกประธาน กสทช. คนใหม่ และการแจ้งนายกรัฐมนตรีเพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ตามขั้นตอนต่อไป
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในเรื่องตำแหน่งประธาน กสทช. ดังกล่าวไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุจำกัดการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการที่เหลืออยู่ เพราะกฎหมายยังให้อำนาจกรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ การหยุดชะงักของการประชุมหรือการไม่สามารถกำกับดูแลการดำเนินงานของสำนักงาน กสทช. อาจส่งผลกระทบต่อการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ตลอดจนนำไปสู่ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อประโยชน์ของประชาชนโดยรวม
5. สำนักงาน กสทช. ควรพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด
โดยเฉพาะมาตรา 20 วรรคท้าย ซึ่งกำหนดให้สำนักงาน กสทช. แจ้งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาภายใน 15 วันนับแต่เกิดเหตุ (คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เรื่องคุณสมบัติประธาน กสทช.) เพื่อให้ดำเนินการจัดให้มีกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างตามขั้นตอนของกฎหมาย
กรรมการที่เหลืออยู่ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบกฎหมายและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ พร้อมขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันแก้ไขปัญหาด้วยเหตุผลและหลักกฎหมาย เพื่อให้ กสทช. สามารถทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการการสื่อสารของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ปล่อยให้ข้อขัดแย้งภายในองค์กรเป็นอุปสรรคต่อประโยชน์ของประชาชน



