สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 ต.ค. ว่า กระแสความนิยมยาลดน้ำหนักกำลังผลักดันให้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโปรตีนเติบโตอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่น้ำดื่มบรรจุขวดผสมโปรตีน ไอศกรีม มักกะโรนีอบชีสสำเร็จรูป ไปจนถึงวอดก้า ขณะที่ผู้บริโภคเริ่มตรวจสอบคุณค่าทางโภชนาการและตั้งคำถามกับคำโฆษณาของผู้ผลิตมากขึ้น


ความต้องการโปรตีนที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากผู้ใช้ยากลุ่ม “จีแอลพี-1″เช่น โอเซมปิก ของบริษัทโนโว นอร์ดิสก์ และมูนจาโร ของบริษัทอีไล ลิลลี ซึ่งมองหาวิธีลดความเสี่ยงจากการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการใช้ยา ผลสำรวจของบริษัทที่ปรึกษาบอสตัน คอนซัลติง กรุ๊ป เมื่อเดือนส.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่า ผู้ใช้ยากลุ่มนี้คาดว่าจะใช้จ่ายซื้ออาหารโปรตีนสูงเพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับก่อนเริ่มใช้ยา


อย่างไรก็ตาม การสัมภาษณ์ผู้บริโภคและผู้บริหารบริษัทอาหารพบว่า แม้ผู้คนสนใจเพิ่มโปรตีนในอาหาร แต่ก็เริ่มระมัดระวังผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่ามีโปรตีนสูงมากขึ้น ผู้บริโภคบางส่วนสงสัยว่าผลิตภัณฑ์มีโปรตีนมากเท่าที่ระบุจริงหรือไม่ ขณะที่บางรายกังวลว่าอาหารเหล่านั้นอาจมีน้ำตาลหรือสารเติมแต่งมากเกินไป จนขัดกับภาพลักษณ์ของอาหารเพื่อสุขภาพ


รายงานของบริษัทวิจัยตลาดนีลเซนไอคิวเมื่อต้นปีนี้ ระบุว่า อุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ผู้บริโภคต้องการความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยผู้ตอบแบบสำรวจ 25% ระบุว่าใช้แอปพลิเคชันสแกนผลิตภัณฑ์เพื่อตรวจสอบคุณค่าทางโภชนาการ เพิ่มขึ้นจากประมาณ 17% ในปีก่อนหน้า


นายคริส คอสตากลี นักวิจัยการตลาดอาวุโสของนีลเซนไอคิว กล่าวว่า โปรตีนไม่ใช่จุดขายที่ทำให้ผลิตภัณฑ์แตกต่างจากคู่แข่งได้อีกต่อไป


นางเมแกน จีเซลา เบาติสตา พนักงานองค์กรไม่แสวงผลกำไรในรัฐแมริแลนด์ ซึ่งฝึกเวทเทรนนิงเป็นประจำ กล่าวว่า เธอผิดหวังกับปริมาณโปรตีนในขนมเนื้อไก่อบแห้งชนิดหนึ่ง หลังบรรจุภัณฑ์ใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่สีสันสะดุดตาเพื่อโฆษณาว่ามีโปรตีนสูง แต่เธอกลับต้องรับประทานถึง 5 ชิ้นจึงจะได้โปรตีนในปริมาณที่ต้องการ


ขณะที่นายแซค สเปียร์ส ชาวเมืองดัลลัส กล่าวว่า เขาตรวจสอบฉลากโภชนาการเป็นประจำ และติดตามคลิปวิดีโอของผู้สร้างเนื้อหาออนไลน์ที่รีวิวผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนสูง เพราะเมื่อกระแสโปรตีนได้รับความนิยมและราคาสินค้าแพงขึ้น เขาต้องการมั่นใจว่าอาหารที่รับประทานมีประโยชน์ต่อสุขภาพจริง


บริษัทผู้ผลิตอาหารบางแห่งยอมรับว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับรายละเอียดมากกว่าเดิม นางซูซาน ซาริเฟห์ ผู้บริหารฝ่ายวิจัยประจำอเมริกาเหนือของดานอน ผู้ผลิตโยเกิร์ต กล่าวว่า ผู้บริโภคเริ่มมองข้ามตัวเลขปริมาณโปรตีนบนฉลาก และพิจารณาแหล่งที่มาของโปรตีน รวมถึงความหนาแน่นของสารอาหารด้วย


เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ดานอนยื่นฟ้องบริษัทโชบานี คู่แข่งในตลาดโยเกิร์ต โดยกล่าวหาว่าโฆษณาปริมาณโปรตีนเกินจริงผ่านการใช้ขนาดหน่วยบริโภคที่ไม่เป็นมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม โชบานีปฏิเสธข้อกล่าวหา และยืนยันว่าฉลากผลิตภัณฑ์ของบริษัทถูกต้องและโปร่งใส


ดานอนระบุด้วยว่า ผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ที่ย่อยง่ายและมีสารอาหารอื่น เช่น ใยอาหาร จึงกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานโปรตีนเข้ากับสารอาหารชนิดอื่นเพิ่มเติม


ข้อมูลจากโกลบ มาร์เก็ต รีเสิร์ช ประเมินว่า ตลาดอาหารเสริมโปรตีนทั่วโลกมีมูลค่าเกือบ 58,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.9 ล้านล้านบาท ) เมื่อปีที่แล้ว ขณะที่บริษัทฮอร์เมล ฟูดส์ ผู้ผลิตอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อกระป๋องสแปม ระบุว่า บริษัทหลีกเลี่ยงการเติมสารต่าง ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณโปรตีน เพราะเชื่อว่าในระยะยาวผู้บริโภคไม่ต้องการอาหารที่ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มากเกินไป


ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์หลายยี่ห้อโฆษณาปริมาณโปรตีนโดยใช้ขนาดหน่วยบริโภคที่ใหญ่กว่าผลิตภัณฑ์สูตรปกติ เช่น กราโนลา เนสเชอร์ วัลเลย์ ของบริษัทเจเนอรัล มิลส์ ซึ่งระบุว่ามีโปรตีน 13 กรัมต่อหน่วยบริโภคขนาด 2 ใน 3 ถ้วย หรือ 65 กรัม ขณะที่กราโนลาสูตรปกติกำหนดหน่วยบริโภคไว้เพียง 1 ใน 4 ถ้วย หรือ 27 กรัม


เจเนอรัล มิลส์ชี้แจงว่า บริษัทมองกราโนลาสูตรปกติเป็นอาหารว่าง ส่วนสูตรโปรตีนสูงสามารถรับประทานเป็นอาหารว่างหรืออาหารเช้าที่มีสารอาหารครบถ้วนกว่าได้ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า เมื่อพิจารณาสัดส่วนโปรตีนต่อแคลอรีแล้ว ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังมีโปรตีนโดยรวมน้อยมาก โดยนมพร่องมันเนยหนึ่งแก้วยังมีโปรตีนมากกว่ากราโนลาหนึ่งหน่วยบริโภคดังกล่าว


แม้จะมีข้อกังวล แต่ตลาดยังขยายตัวต่อเนื่อง บริษัทวิจัยเซอร์คานาระบุเมื่อเดือนส.ค. ว่า ผู้ใหญ่ชาวอเมริกันประมาณ 48% ต้องการเพิ่มโปรตีนในอาหาร เพิ่มขึ้น 7 จุดเปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า ซูเปอร์มาร์เก็ตราคาประหยัดอัลดีจึงเตรียมเปิดตัวแพนเค้กโปรตีนสูงภายใต้แบรนด์ของตนในเดือนต.ค. หลังจากเปิดตัวสินค้ากลุ่มนี้หลายรายการตลอดปี ทั้งน้ำอัดก๊าซ แครกเกอร์ และเนื้อวากิวอบแห้ง


อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเตือนว่า กระแสการตลาดอาจทำให้ผู้บริโภครับประทานโปรตีนมากเกินความจำเป็น รายงานของนีลเซนไอคิวพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่า 1 ใน 3 จากกว่า 1,000 คน เชื่อว่าอุตสาหกรรมอาหารโฆษณาสรรพคุณโปรตีนเกินจริง และอีกประมาณ 1 ใน 3 มองว่าผลิตภัณฑ์บางชนิดมีโปรตีนมากเกินไป


ศ.ดานา ฮันเนส นักกำหนดอาหารคลินิกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตลอสแอนเจลิส กล่าวว่า คนทั่วไปไม่ได้ต้องการโปรตีนมากเท่าที่อุตสาหกรรมโฆษณาชวนเชื่อ และอาหารบางชนิดที่ชูจุดขายโปรตีนกลับมีส่วนประกอบผ่านกระบวนการแปรรูปมากเกินไป เธอยกตัวอย่างว่า ผลิตภัณฑ์บางชนิดมีลักษณะไม่ต่างจากแท่งขนมหวาน แม้จะติดฉลากว่ามีโปรตีนสูงก็ตาม


ผู้เชี่ยวชาญจึงย้ำว่า การมีโปรตีนไม่ได้หมายความว่าอาหารทุกชนิดจะดีต่อสุขภาพ ผู้บริโภคควรพิจารณาปริมาณโปรตีนต่อหน่วยบริโภค น้ำตาล สารเติมแต่ง และคุณค่าทางโภชนาการโดยรวม ควบคู่กับคำโฆษณาบนบรรจุภัณฑ์.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES