นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ว่า สถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ยังมีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากลักษณะฝนที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีโอกาสเกิดฝนตกหนักเป็นระลอกใหญ่ ขณะที่การเตรียมความพร้อมของภาครัฐยังต้องเร่งบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ให้เป็นระบบ ทั้งการบริหารจัดการประตูระบายน้ำ พื้นที่จอดรถเมื่อเกิดน้ำท่วม ระบบแจ้งเตือนภัย และความพร้อมของสัญญาณโทรศัพท์ในภาวะฉุกเฉิน พร้อมเรียกร้องรัฐบาลกำหนดผู้รับผิดชอบหลักลงพื้นที่บัญชาการและประสานงานทุกหน่วยงานอย่างชัดเจน หลังพบประชาชนในพื้นที่ยังขาดความเชื่อมั่นต่อการรับมือของภาครัฐ

นพ.สุภัทร กล่าวว่า จากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ พบว่าหลายคนยังไม่มั่นใจว่าปีนี้จะสามารถลดความเสียหายจากน้ำท่วมได้ จึงเตรียมรับมือด้วยตนเอง ทั้งการขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงและการประสานแจ้งเตือนกันภายในชุมชน แม้การช่วยเหลือตนเองจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ภาครัฐต้องเร่งทำหน้าที่ให้เต็มที่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน โดยขณะนี้เหลือเวลาอีกประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนที่ฝนระลอกใหญ่จะมาถึง

ทั้งนี้ การป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ไม่สามารถดำเนินการโดยเทศบาลนครหาดใหญ่เพียงแห่งเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยรอบ ทั้งเทศบาลคอหงส์ ควนลัง คลองแห บ้านพรุ และอาจรวมถึงพื้นที่อู่ตะเภา คูเต่า และน้ำน้อย ตลอดจนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยต้องมีหน่วยงานกลางเข้ามาประสานแผนและกำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

นพ.สุภัทร เสนอว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา หรือสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ควรมีบทบาทสำคัญในการประสานงาน พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าและแถลงข่าวให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจแผนรับมือ สามารถสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะกลับไปยังภาครัฐ และนำไปสู่การปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

“ผมคิดว่าปีนี้สถานการณ์น่าจะดีขึ้น เพราะแรงกระแทกจากน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้วมีมาก แต่ก็ยังดีขึ้นไม่มากพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน” นพ.สุภัทร กล่าว

นพ.สุภัทร กล่าวฝากถึงรัฐบาลว่า ควรกำหนดผู้รับผิดชอบหลักในการประสานงานและบัญชาการรับมืออุทกภัยภาคใต้ให้ชัดเจน ครอบคลุมทั้ง จ.สงขลา นครศรีธรรมราช ปัตตานี และจังหวัดอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยง โดยผู้รับผิดชอบควรลงพื้นที่เพื่อประสานการทำงานระหว่างหน่วยงานอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันเองยังมีข้อจำกัด

“รัฐบาลต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการบูรณาการและบัญชาการร่วม ไม่ใช่สั่งการจากกรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียว เพราะอาจไม่ได้ผล” นพ.สุภัทร กล่าว

สำหรับประเด็นส่วนตัว นพ.สุภัทร เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ได้รับคำสั่งอย่างเป็นทางการให้ยกเลิกคำสั่งปลดออกจากราชการแล้ว หลังยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 6 เดือน ซึ่งผลการพิจารณาระบุว่าการปลดออกจากราชการไม่เป็นธรรม โดยตนได้ลงนามรับทราบคำสั่งแล้ว และเตรียมส่งเอกสารกลับไปยังกระทรวงสาธารณสุข