หากกล่าวถึงอาหารจานด่วนที่อยู่คู่ครัวไทยมายาวนาน “ผัดกะเพรา” ย่อมเป็นหนึ่งในเมนูแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง ใบสีเขียว กลิ่นฉุนเฉพาะตัว และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้กะเพรากลายเป็นทั้งพืชผักสวนครัวและวัตถุดิบสำคัญในธุรกิจอาหาร แต่เบื้องหลังใบกะเพราที่คนไทยคุ้นเคย มีเรื่องราวทางพฤกษศาสตร์และประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะคำถามว่ากะเพรามีต้นกำเนิดจากที่ใด ก่อนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารไทย

ข้อมูลจากฐานข้อมูล ระบุว่า กะเพราที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ocimum tenuiflorum L. มีถิ่นกำเนิดครอบคลุมเอเชียเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน ไปจนถึงบางพื้นที่ในแปซิฟิกตะวันตก  โดยในประเทศไทยมีหลักฐานเอกสารจดหมายเหตุ “ลา ลูแบร์ “เมื่อ พ.ศ. 2230 กล่าวถึงกะเพราไว้ว่า “ผักลางชนิดที่มีกลิ่นดี เช่น กะเพรา.” เป็นการกล่าวถึงอาหารของชาวสยามจากการที่ “มองซิเออร์ เดอลาลูแบร์” ได้ยิน หรือได้พบเห็นคราวที่เข้ามากรุงศรีอยุธยาในรัชกาลสมัย”สมเด็จพระนารายณ์”

ขณะที่ในประเทศอินเดีย กะเพรารู้จักกันในชื่อ “ตุลสี” หรือ Tulsi และมีความสำคัญทั้งด้านวัฒนธรรม ศาสนา และการใช้ประโยชน์ตามภูมิปัญญาดั้งเดิม งานวิชาการที่ศึกษาประวัติการใช้ตุลสีระบุว่า พืชกลุ่มนี้มีความเกี่ยวข้องกับระบบการแพทย์ดั้งเดิมและพิธีกรรมทางศาสนามาเป็นเวลานานหลายศตวรรษ  

อย่างไรก็ตาม กะเพราไม่ควรถูกสับสนกับโหระพา แม้ทั้งสองชนิดอยู่ในวงศ์กะเพรา (Lamiaceae) และมีชื่อสกุลวิทยาศาสตร์เดียวกันคือ Ocimum แต่เป็นคนละชนิด โดยโหระพามีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ocimum basilicum L. ซึ่งข้อมูลจากฐานข้อมูลพืชเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระบุว่าอาจมีต้นกำเนิดในเอเชียตะวันตก ก่อนแพร่กระจายและได้รับการเพาะปลูกในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย กะเพราได้กลายเป็นพืชผักที่ใช้ประกอบอาหารอย่างแพร่หลาย ทั้งในครัวเรือน ร้านอาหาร และธุรกิจอาหารสำเร็จรูป

ส่วน”ผัดกะเพรา”ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ น่าจะเกิดขึ้นราวสมัยรัชกาลที่ 7 เพราะคนจีนนำเอามาขายในร้านอาหารตามสั่ง และพบโฆษณาเครื่องแกงสำเร็จ พ.ศ. 2476 “ตรา หม้อพานทอง” ระบุว่า “พริกแกงที่มีจำหน่าย ประกอบด้วยเครื่องแกงไก่ เนื้อ กะหรี่ มัสหมั่น ปลาดุก ปลาไหล ห่อหมก จ๋วน ผัดกะเพรา”

อย่างไรก็ตามผัดกะเพราน่าจะเพิ่งนิยมราว พ.ศ. 2500 ซึ่ง”ประยูร อุลุชาฎะ “ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์  กล่าวไว้ว่ากะเพราผัดพริกเป็นของที่เพิ่งนิยมกันเมื่อ 30 กว่าปีมานี้ (นับจาก พ.ศ. 2531  โดยน่าจะดัดแปลงจากอาหารจีน ที่ตำรับจีน เอาเต้าเจี้ยวดำผัดกับกระเทียมเจียวให้หอม แล้วจึงเอาเนื้อสับหรือไก่หั่นเป็นชิ้น ๆ ลงไปผัดกับน้ำปลาและซีอิ๊วดำ บ้างก็ว่าเลียนแบบมาจากเนื้อผัดใบยี่หร่า

ส่วนใน กับแกล้มเหล้า ประมวลกับแกล้มเหล้า–เบียร์ทันยุค ของ “แม่ครัวเอก” (พ.ศ. 2541) ระบุว่า จะหมักเนื้อสับกับเหล้าก่อน แล้วปรุงเพียงน้ำปลาและน้ำตาลปี๊บ ในระยะหลัง ๆ จึงค่อยใส่ซอสปรุงรสชนิดต่าง ๆ น้ำตาลทราย น้ำมันหอย รสดี น้ำพริกเผา

เมื่อกะเพรากลายเป็นประเด็นเกี่ยวกับการจดทะเบียนและสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืช การทำความเข้าใจต้นกำเนิดจึงมีความสำคัญมากขึ้น เพราะต้องแยกให้ชัดระหว่างชนิดพืชที่มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาค พันธุ์พื้นเมืองที่เกษตรกรปลูกสืบทอดกันมา และพันธุ์ที่ผ่านการปรับปรุงหรือพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ การมีชื่อหรือรูปร่างคล้ายกันไม่ได้หมายความว่าพืชทุกต้นเป็นพันธุ์เดียวกัน หรืออยู่ภายใต้สิทธิเดียวกัน

ท้ายที่สุด เรื่องราวของกะเพราสะท้อนให้เห็นว่า พืชผักธรรมดาที่อยู่ในจานอาหารทุกวันอาจมีคุณค่าทั้งทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และพันธุกรรม การตรวจสอบหลักฐานให้ครบถ้วนจึงเป็นหัวใจสำคัญในการอธิบายรากเหง้าของกะเพรา และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประเด็นสิทธิในพันธุ์พืชของไทย