เมื่อวันที่24 ต.ค.69 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. พ.ศ. 2569 เพื่อกำกับดูแลการใช้สื่อออนไลน์ให้เหมาะสม สอดคล้องกับหลักคุณธรรม จริยธรรม และประเพณีอันดีงาม ตลอดจนคุ้มครองความลับทางราชการ ภาพลักษณ์ และความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนที่มีต่อหน่วยงาน ซึ่งได้ประกาศราชกิจจาแล้ว เมื่อวันที่22 ต.ค.69
โดยเนื้อหาสาระ ในประกาศกำหนดให้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ใช้สื่อสังคมออนไลน์ด้วยความระมัดระวัง มีความสุภาพ สำรวมกิริยามารยาท ยึดถือจริยธรรม หลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำหยาบคาย การโต้เถียง ดูหมิ่น เหยียดหยาม ประมาทผู้อื่น สร้างความเกลียดชัง ใส่ร้าย หรือเผยแพร่ข้อมูลที่อาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม
นอกจากนี้ ห้ามกระทำการที่กระทบต่อความเป็นกลางทางการเมือง ภาพลักษณ์ และความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนที่มีต่อหน่วยงาน หรือเป็นการฝ่าฝืนศีลธรรม จริยธรรม และระเบียบแบบแผนของทางราชการ
สำหรับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ประกาศกำหนดข้อห้ามครอบคลุมการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ หรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม หรือส่งผลกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รวมถึงการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยไม่รักษาความลับของทางราชการ หรืออาจกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจที่มีความเสี่ยง
ขณะเดียวกัน ยังห้ามเผยแพร่ภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวขณะสวมเครื่องแบบหรือชุดที่มีเครื่องหมายและตราสัญลักษณ์ของสำนักงาน ป.ป.ช. ในลักษณะที่ไม่สำรวมกิริยามารยาท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน
รวมถึงการแสดงความคิดเห็นหรือเผยแพร่ข้อมูลที่อาจสร้างความแตกแยกทางความคิด ความเกลียดชังในสังคมหรือหน่วยงาน และกระทบต่อความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังต้องระมัดระวังไม่ให้บุคคลในครอบครัวหรือบุคคลอื่นใช้หรืออ้างตำแหน่งหน้าที่ของตนบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใดให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
ในส่วนการกำกับดูแล ประกาศกำหนดให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุแต่งตั้งหรือสั่งจ้าง ดำเนินการกำกับดูแลการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
กรณีมีผู้ร้องเรียนหรือปรากฏข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่ฝ่าฝืนประกาศ ให้ผู้มีอำนาจดำเนินการตรวจสอบหรือพิจารณาเบื้องต้น โดยแยกแนวทางตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ได้แก่ หากไม่พบมูลการฝ่าฝืน ให้ยุติเรื่อง แต่หากมีมูลว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และอาจเข้าข่ายผิดจริยธรรมหรือวินัย ให้ดำเนินการตามกระบวนการที่เกี่ยวข้องต่อไป
หากมีมูลว่าเป็นการกระทำผิดทางวินัยหรือทางอาญา ก็ให้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม หากการกระทำนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อสำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงานยังคงมีสิทธิดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิและประโยชน์ของหน่วยงาน
ทั้งนี้ หากเกิดปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้หรือการตีความประกาศ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของสำนักงาน ป.ป.ช. เป็นผู้มีอำนาจตีความและวินิจฉัยชี้ขาด



