แต่ก็นะ ส่วนหนึ่งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบนี้ภายหลังจากที่เห็นบรรดาพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นญัตติต่อประธานสภา เตรียมลากคอ 18 รัฐมนตรีมาขึงพืดด้วยข้อกล่าวหาที่หลายฝ่ายอ่านแล้วถึงกับร้อง “อีหยังวะ” ดังนั้น การที่ฝ่ายค้านจะเรียกร้องเอาถึง 5 วัน จึงเป็นเรื่องยากมาก และเป็นการยากมากที่กระแสสังคมจะหนุน ด้วยข้อกล่าวหาเช่นนี้ ถือว่า “ฝ่ายค้าน” น่าจะพอรู้แล้วว่า “ก้าวพลาด” ซึ่งเอาจริงๆ ถ้าดูจากพรรคร่วมตัวตึงฝ่ายค้านอย่าง “ประชาธิปัตย์” มีการปักหมุดที่รัฐมนตรีเพียง 4-5 คน เรียกว่าเนื้อ ๆ เน้น ๆ แต่ “พรรคแกนนำ” กลับปล่อยไหลมาได้ขนาดนี้ จนสะดุดหัวทิ่มหัวตำ… ต้องมาลุ้นกันอีกว่าสรุปแล้ว จะเปิดเวทีซัดกันได้เมื่อไหร่

อย่างไรก็ตาม “ศึกนอก” ยังไม่ทันได้เริ่ม “ศึกในของพรรคประชาชน” ก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นไปเรื่อยๆ จากบาดแผลที่ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคอย่าง “นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่” ที่ออกมาโพสต์ถึงรูปแบบการทำงานการเมืองของพรรคประชาชนที่เปลี่ยนจากอุดมการณ์มาเป็น “บันเทิงธิปไตย”  ซึ่งมีการตีความว่าเป็นการพุ่งเป้าไปที่ “ไอซ์-รักชนก ศรีนอก” สส.บัญชีรายชื่อ

แม้เรื่องราวเหมือนจะทำท่าว่าซาลงไปหลังจากมีการยื่นญัตติซักฟอก แต่ไฟก็โหมกระหน่ำขึ้นอีกครั้ง เมื่อ “ไอซ์ รักชนก” โพสต์ข้อความสุดแสบสันผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “อย่างหนึ่งที่เลิกได้แน่ๆ แล้วในชีวิตนี้ คือ การบูชาตัวบุคคล” พร้อมกระแสข่าวการกดดันไปยัง “คณะนำ” ของพรรคจะมีใครออกมาชี้แจงหรือตอบโต้เรื่องนี้หรือไม่ พร้อมตัดพ้อถึงบุคคลที่วันๆ ไม่ค่อยทำงาน แต่มักตั้งวงดื่มไวน์แพงๆ ใช้การตั้งวงเหล้าล็อบบี้สร้างวาทกรรมบั่นทอนคนทำงาน ทั้งที่เป็นเรื่องที่ควรนำมาวิจารณ์ภายในเพื่อแก้ไข มากกว่าการฉวยโอกาสสาดตรรกะวิบัติใส่คนอื่นเมื่อดื่มเหล้า นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ใช่การวิจารณ์ด้วยความสุจริตใจ หรือติเพื่อก่อ จึงอยากเห็นคณะนำออกมาปกป้องคนที่ตั้งใจทำงานและหาวิธีการสื่อสารที่ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในกลุ่มโหวตเตอร์”

และยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงรอยร้าวหนักภายในพรรคที่เกิดขึ้น เมื่อแก๊งพี่ใหญ่สีส้มรวมตัวจิบไวน์ Happy Birthday อาจารย์ป๊อก ปิยบุตร ชื่นมื่น บรรยากาศไม่ผิดแผกไปจากกระแสข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ แม้ต่อมา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน จะออกมาปฏิเสธข่าวในทันที แต่จะเห็นได้ว่าคีย์เวิร์ดสำคัญคือมีการยอมรับถึงปัญหากระท่อนกระแท่นภายในพรรคเกิดขึ้นจริง “ผมเป็นคนที่ทำงานใกล้ชิดกับทุกฝ่ายในพรรค คือ มันก็มีการโต้เถียงกันนั่นแหละ และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประจำครับ แต่ตอนนี้ทุกฝ่าย Move on และต่างคนก็ต่างไปลุยงานของตัวเองกันหมดแล้ว”

แต่อย่าลืมว่า “คำพูด” สามารถสร้างบาดแผลที่ยากจะเยียวยา แม้ฉากหน้าดูเหมือนทุกคนพยายามจะ Move on แล้ว แต่ “แก้วที่มันร้าว” ก็ยากที่จะประสานให้สนิทได้เหมือนเดิม พร้อมจะปริแตกได้ทุกเมื่อ ขณะที่ฟากรัฐบาล ที่แม้ว่าจะมีสารพัดคดีความแขวนคออยู่ เอาจริงๆ ก็ง่อนแง่นเต็มที แต่ดูเหมือนจะสบายใจ เดินสายสร้างคอนเน็คชั่นรอรับศึกใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้า

งานนี้วัดฝีมือและภาวะผู้นำของ “เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยคณะแกนนำพรรคชุดปัจจุบัน ว่าจะสามารถสยบรอยร้าว สมานแผลใจภายใน และประคองเรือเหล็กสีส้มลำนี้ไม่ให้จมลงเสียก่อนที่จะได้ยกพลขึ้นบกทำศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้หรือไม่.