เมื่อเวลา​ 08.55 น.​ วันที่ 26 ต.ค. ที่กระทรวงมหาดไทย นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี​ กล่าวถึงกรณี สังคมวิพากษ์วิจารณ์ภายหลังมีเพจเฟซบุ๊กเผยแพร่ข้อความอ้างว่า มีบุคคลโอนเงินค่าน้ำชาเข้าบัญชีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย จำนวน 7 ล้านบาท เมื่อปี 2566 นั้น​ ว่า​ การทำในลักษณะนี้ตัดต่อทำจากไหนก็ได้​ และการโอนเข้าบัญชี​​ The Wisdom จะต้องมีเงินพอสมควร รายการโอนแต่ละครั้งจะมีการจำกัดวงเงิน หากเกิน 5 ล้านบาท จะต้องมีการขอขยายวงเงิน ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าหากจะโอนเงินอะไรที่ไม่ใช่กระบวนการปกติ กระบวนการขอขยายวงเงินจากธนาคารก็สามารถไปสอบถามได้ ซึ่งใครเขาจะทำกัน นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า นายอนุทิน ก็ไม่ได้มีเงินน้อย “ฉะนั้นหากพิจารณาจาก 3 ข้อนี้ ก็ตีเก๊ไปก่อนได้เลย”

นายเอกภพ กล่าวต่อว่า ส่วนสิ่งที่จะต้องทำกันต่อ ต้องมาดูว่าพฤติการณ์ของเพจดังกล่าวนั้นเป็นอย่างไร เพราะไม่ใช่มีเหตุการณ์เช่นนี้ ซึ่งเพจนี้ปล่อยข่าวปลอมมาหลายเรื่องโดยตลอด โดยพฤติการณ์ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ติดตาม มีการปล่อยข่าวลบโพสต์และปิดเพจบ้าง​ เป็นการชั่วคราว​ ซึ่งข้อสังเกตหากเพจใดปลิว เวลาเปิดใหม่จะใช้ชื่อเดิมยาก จึงเห็นว่ามีหลายเพจ ที่เปิดใหม่โดยใช้ V.1 V.2 V.3 หรือ V.4 ฉะนั้นขอยืนยันว่าไม่รอด เพราะขณะนี้เองกระทรวงดีอี กำลังดำเนินการติดตามเครือข่าย

นายเอกภพ​ กล่าวอีกว่า สิ่งที่น่าตกใจในประเด็นดังกล่าวมีการแชร์แนะนำข้อมูลดังกล่าวส่งต่อโดยนักการเมือง ซึ่งบุคคลผู้เป็นนักการเมืองควรตรวจสอบข้อมูลก่อน ฉะนั้นจึงมีข้อสังเกต 2-3 ประเด็น คือ 1. เห็นว่าข่าวนี้น่าสนใจก็เลยทุบเหยื่อด้วยการแชร์ต่อและไม่มีการตรวจสอบประเด็นซึ่งตรงนี้ต้องดูพฤติการณ์ว่าเป็นเช่นนั้นหรือไม่​ 2. ทำเป็นเครือข่ายหากรู้ว่าเพจนี้จะโพสต์ และรอเวลาแชร์ต่อเพื่อให้เครือข่ายได้ส่งต่อ​ พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่หยุด โดยเมื่อเช้าได้ประสานทางกระทรวงดีอี ให้ดำเนินแล้ว ไม่ว่าเพจนี้จะอยู่ในประเทศไทยหรือไม่​ และใช้ IP อะไร ก็จะตามไปทุกที่ และดำเนินการให้ไปถึงเครือข่าย

เมื่อถามว่านักการเมืองที่แชร์จะเข้าข่ายผิดหรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่า ทุกคนที่แชร์ และบิดเบือนไม่รอด โดยเฉพาะนักการเมืองต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมที่สูงกว่าปกติ การจะนำข่าวบิดเบือน และโจมตีบุคคล ซึ่งไม่เป็นข้อมูลจริงไปเผยแพร่ต่อ ก็ต้องมีความรับผิดชอบทางด้านอาญาและจริยธรรม​ พร้อมกล่าวตอบว่า หากในอนาคตนักการเมืองเอาข้อมูลด้านความมั่นคงของประเทศ หรือสถาบันหลัก หากนักการเมืองสนับสนุนหรือหยิบไปใช้ จะเกิดอะไรขึ้น.