เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ที่รัฐสภา นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด ทีมบริหารพรรคประชาชนด้านสุขภาพชีวิตใหม่ แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) เรื่องกะเพรากับ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช และกะเพราแก้วสุรี ว่า การจดทะเบียนกะเพราแก้วสุรีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช จากบริษัท CPRam นำไปสู่ข้อถกเถียงและข้อกังวลใจ เพราะกะเพราเป็นพืชพันธุ์ที่ประชาชนทั่วไปปลูก ขณะที่การซื้อขายแลกเปลี่ยนใช้ประโยชน์ใบกะเพราโดยทั่วไปไม่ได้จำแนกสายพันธุ์อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีความชัดเจนบางอย่างว่า การจดทะเบียนไม่ได้หมายถึงการคุ้มครองพันธุ์กะเพราโดยทั่วไป ซึ่งมีมากถึง 300 สายพันธุ์ แต่คุ้มครองเฉพาะพันธุ์ที่บริษัทเอกชนร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พัฒนาขึ้น 4 สายพันธุ์ แต่ความสงสัยยังมีอยู่ และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ จึงสั่งให้ตรวจสอบกระบวนการจดทะเบียนถือครองสิทธิของบริษัทเอกชนว่าดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

นายเดชรัตน์ กล่าวว่า ยืนยันพรรคประชาชนให้ความสำคัญส่งเสริมการวิจัยพัฒนาพืชพันธุ์เพื่อให้ผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และจำเป็นต้องคำนึงถึงความสำคัญเท่าเทียมสิทธิเกษตรกรในการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ การรักษาและใช้ประโยชน์จากฐานพันธุกรรม อย่างไรก็ตาม มีคำถาม 2 ข้อ คือ 1. กะเพรา 4 สายพันธุ์มีลักษณะแตกต่างจากกะเพราทั่วไปอย่างไรที่ประชาชนจะสังเกตได้ สามารถแยกแยะได้ และ 2. การแบ่งปันผลผลประโยชน์ให้กับรัฐมีความเป็นธรรมหรือไม่  

“เพราะกรมวิชาการเกษตรแจ้งว่าเป็นข้อมูลลับที่ไม่อาจเปิดเผยได้ เว้นแต่มีคำสั่งศาล อย่างไรก็ตามถ้าไปดูในรายงานของกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช ปี 2567 เป็นปีที่มีการขึ้นทะเบียนหรือจดทะเบียน กะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์ ปรากฏว่ากองทุนมีรายได้ 366,688 บาท แปลว่ารายได้จากการแบ่งปันผลประโยชน์น่าจะไม่เกินตัวเลขนี้ใช่หรือไม่ เพราะนี่คือรายได้จากกองทุนที่ได้รับข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ทั้งหมด” นายเดชรัตน์ กล่าว

นายเดชรัตน์ ยังกล่าวถึงข้อตกลงตามมาตรา 52 มี 207 ข้อตกลง ภาคเอกชน 75 ราย แต่กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชมีรายได้รวมเพียง 467,000 บาท จึงเกิดเป็นคำถามว่าการแบ่งปันผลประโยชน์เช่นนี้เป็นธรรมหรือไม่ กับสาธารณะในภาพรวม ส่วนข้อมูลกังวลใจที่กฎหมายระบุห้ามเปิดเผยถึงข้อตกลง อาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะมาตรา 63 กำหนดว่าห้ามเปิดเผยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรรมวิธีการปรับปรุงพันธุ์ของผู้จดทะเบียน

นายเดชรัตน์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ครม.เงา พรรคประชาชน จึงขอให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการดังนี้ 1.เร่งจัดทำฐานข้อมูลกะเพราทั้ง 300 สายพันธุ์ รวมถึงแหล่งที่พบลักษณะประจำพันธุ์และชุมชนที่มีการอนุรักษ์รักษาสายพันธุ์นั้นๆ เพื่อจะนำไปสู่การส่งเสริมการปลูก การตลาด การแปรรูปที่เหมาะสมของกะเพราแต่ละสายพันธุ์ และ 2.กรณีพบกะเพราบางสายพันธุ์ที่อยู่เฉพาะถิ่น ให้กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนให้ชุมชนจดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ตามมาตรา 45 ยังเสนอให้กระทรวงเกษตรฯ พัฒนากะเพราสายพันธุ์พื้นบ้านให้เป็น ทั้งเครื่องดื่มอาหารเสริมสมุนไพร หรือแบ่งผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมให้กับชุมชนที่อนุรักษ์สายพันธุ์กะเพราต่างๆ ก็จะตอบโจทย์พี่น้องประชาชนมากกว่าตอบโจทย์ผู้ประกอบการ.