วันที่ 26 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยถึงประเด็นที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย (GDP) มีแนวโน้มเติบโตเกินกว่า 2.1% โดยในเรื่องนี้มองว่าการจัดทำตัวเลข GDP เป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) หรือกระทรวงต่างๆ ในขณะที่ตนเองทำหน้าที่เป็นเหมือนหมอ

“หมอเนี่ยเราเป็นคนวินิจฉัยโรค ส่วนเครื่องมือเนี่ย วันนี้ถ้าเครื่องมือในการวินิจฉัยโรคไม่ถูกต้อง เราก็สามารถสั่งยาผิดได้ ก็เลยวันนี้ GDP จะเป็นเท่าไหร่ไม่ได้สำคัญ แต่ขอให้ GDP ถูกต้อง ขอให้ตัวเลขในเชิงเศรษฐกิจถูกต้อง หมอจะได้วินิจฉัยโรคแล้วก็แก้ปัญหาได้ถูกต้อง” นายเอกนิติ กล่าว 

นายเอกนิติ กล่าวว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับใดนั้น ไม่สำคัญเท่ากับการที่รัฐบาลรู้ว่าแท้จริงแล้วปัญหาอยู่ที่ตรงไหน หากตัวเลขระบุว่าเศรษฐกิจมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่ผลประโยชน์จากการเติบโตนั้นยังไม่กระจายตัว หน้าที่ของหมอก็คือต้องเข้าไปแก้ปัญหาในเรื่องของการกระจายตัว เพื่อให้ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

“หมอวินิจฉัยโรคก็คือต้องการข้อมูลที่ถูกต้อง แล้วผมจะได้วินิจฉัยโรคได้ถูก และแก้ปัญหาได้ถูก” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ ระบุว่า เหลื่อมล้ำของการเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบันถือเป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งเรียกกันว่าภาวะ “K-Shaped” โดยจากการที่ตนได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมและหารือกับคุณคริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และคุณอาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานธนาคารโลก (World Bank) ได้สะท้อนมุมมองว่า ประเทศไทยถือว่าโชคดีที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลก ทำให้ไทยมีกลุ่มธุรกิจที่เติบโตอยู่ในฝั่ง “K ขาบน”

อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญที่สุดของประเทศในเวลานี้คือ “K ขาล่าง” ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการและแนวทางอย่างไรเพื่อให้คนไทยส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์และเติบโตไปพร้อมกันได้