เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายประทีป เหิมพยัคฆ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมแถลงข่าวขบวนการลักลอบนำเข้างาช้างครั้งใหญ่

โดยคดีดังกล่าว เป็นผลจากข้อมูลการข่าวร่วมกับทาง UNODC และ Wildlife Justice Commission (WJC) ศุลกากรไทย จนอายัดตู้คอนเทนเนอร์สินค้าที่มีเหตุต้องสงสัยนำเข้าจากแซมเบีย 2 ตู้ ที่ท่าเรือแหลมฉบัง พบสำแดงสินค้าเป็นไม้แปรรูป 568 แผ่น ปริมาตร 48 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) น้ำหนัก 56,000 กิโลกรัม (กก.) แต่กลับพบไม้แปรรูป 32 แผ่น ถูกดัดแปลงให้มีช่องว่างภายใน และใช้ไขสีขาวเทปิดทับเพื่ออำพรางงาช้าง และซากสัตว์ป่าที่ซุกซ่อนอยู่ จึงประสานกรมอุทยานแห่งชาติฯ ตรวจสอบร่วมกัน และจัดเก็บพยานหลักฐานอย่างละเอียด
นายประทีป กล่าวว่า กรมอุทยานฯ เข้ามาช่วยตรวจนับของกลางที่ถูกซุกซ่อนมาอย่างแยบยล ซับซ้อน มีการใช้พาราฟินราดในกล่องไม้แปรรูปที่มีความยาว 3 ม. และยอมตัดงาช้างเป็นท่อน ถ้าเอกซเรย์จะดูไม่ออกต้องนำไปต้มและขัด และกว่าจะได้งาช้างออกมา โดยสรุปมีงาช้าง 469 กิ่งต่อท่อน น้ำหนัก 3,042.67 กก. เศษงาช้าง 1,038 ชิ้น น้ำหนัก 66 กก. รวมน้ำหนักงาช้าง 3,108 กก. หรือกว่า 3.1 ตัน ขนหางช้าง 335 เส้น น้ำหนัก 0.18 กก. และซากสัตว์ป่า 1 ซาก รวมมูลค่าของกลาง 155 ล้านบาท

ด้านนายสดุดี พันธุ์ภักดี ผอ.กองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา (CITES) กล่าวว่า งาช้างมีขนาดใหญ่มากความยาวบางชิ้น 1-2 ม. น้ำหนักเกิน 10 กก.ต่อกิ่ง หากประเมินคาดว่าจะมีช้างถูกฆ่าเพื่อเอางากว่า 200 ตัว ตอนนี้ทีมนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ เร่งตรวจ DNA ให้เสร็จภายใน 1-2 เดือนนี้ ทั้งนี้ทางกรมอุทยานฯ ส่งอีเมลไปยัง CITES เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบหาความเชื่อมโยงคดีลักลอบค้างาช้างในแถบอาเซียนที่มีพฤติการณ์คล้ายกันคือเวียดนาม ลาว และไทย ตั้งข้อสังเกตการรวบรวมงาช้างปริมาณมากอาจถูกลักลอบมาจากคลังที่รวมงาช้าง เพราะมีการเขียนเลขกำกับบางชิ้น อีกทั้งงามีความเก่า ไม่ใช่งาช้างที่เพิ่งลักลอบตัดจากตัวช้าง เป็นรูปแบบที่มีของแล้วนำมายัดรวมไว้แล้วรอลักลอบส่งออก
นายสดุดี กล่าวว่า ส่วนการสืบหาบริษัทที่นำเข้าโดยอ้างเป็นไม้แปรรูป พบว่ามีบริษัทอยู่ที่สุรินทร์ กลับพบว่าปิดตัวมานานแล้ว ซึ่งเขาต้องชี้แจงให้ได้ว่าถูกนำชื่อไปใช้ทำผิดหรือไม่อย่างไร ซึ่งคดีนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เข้ามาสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนขยายผล



