ถือเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ปมขุดคุ้ยทรัพย์สิน “น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์” สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และ “นายไท่หยาง ซาง” โดยบุคคลทั้งสองชี้แจงกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หลังถูกวิจารณ์ว่าอาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์และพนันออนไลน์ ผ่านการถือหุ้นในเว็บไซต์พนันออนไลน์ “shuffle.com” แม้จดทะเบียนถูกต้องในประเทศกูราเซา โดยก่อนหน้านั้น “พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์” รมว.ยุติธรรม ได้สั่งการให้ดีเอสไอ รับเรื่องสอบข้อเท็จจริง น.ส.สุชาดา และสามี ว่ามีความเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าที่ถูกใช้ในการหลอกลวงผู้อื่น ในคดีอาชญากรรมทางออนไลน์หรือไม่ และเข้าข่ายเป็นพฤติการณ์ความผิดในข้อกฎหมายใดหรือไม่ ซึ่งมีการประชุมคดีนัดแรกเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 69 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง บช.ก. บช.สอท. และ สำนักงาน ปปง. โดยพนักงานสืบสวนได้ออกหนังสือเชิญ น.ส.สุชาดา และสามี และผู้เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูล ซึ่งยังไม่มีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับทางดีเอสไอ แต่พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริง


ขณะที่ “น.ส.สุชาดา” ได้ให้สัมภาษณ์กับรายการเรื่องเล่าเช้านี้ว่า จะไปพบคณะพนักงานสืบสวนดีเอสไอ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด พร้อมระบุถึงกรณีที่สามีถือหุ้นในเว็บไซต์ดังกล่าวเพียง 1.4% แต่สามีได้ขายหุ้นออกไปแล้ว ก่อนที่ตนเองจะมาเป็น สส. จึงไม่ปรากฏในรายการทรัพย์สินที่ยื่นต่อสำนักงาน ป.ป.ช. ทั้งนี้ สำหรับกรณีที่สามีไปถือ 1.4% ก็คือการถือหุ้นในบริษัท Mixed Order Limited ซึ่ง จดทะเบียนในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิ้น (British Virgin Islands หรือ BVI) เป็นเจ้าของบริษัท Natural Nine B.V. ซึ่งจดทะเบียนในประเทศกูราเซา (Curaçao) ขณะที่ บริษัท Natural Nine B.V. เป็นผู้ดำเนินธุรกิจเว็บไซต์ Shuffle.com และตอนที่เป็นเลขานุการรัฐมนตรี ก็ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. โดยมีรายการถือหุ้นดังกล่าวนี้ด้วย แต่ได้โอนออกไปช่วงต้นเดือน ม.ค. 2569 ตอนเป็น สส. ยื่นบัญชีทรัพย์สิน จึงไม่มีรายการดังกล่าวนี้
ภายหลังการเข้าชี้แจงกับดีเอสไอโดยใช้เวลา 3 ชั่วโมง “น.ส.สุชาดา” พร้อมด้วยนายไท่หยาง ซาง ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า พร้อมชี้แจงกับหน่วยงานที่รับผิดชอบทุกหน่วยงาน วันนี้ดีเอสไอเชิญสามีมาให้ปากคำ ตนไม่ได้เข้าไปด้วย เพียงมาเป็นเพื่อนเท่านั้น ส่วนกรณีที่สามีของตนถือหุ้นจำนวน 1.47% อยากให้สอบถามกับทางสามี โดย น.ส.สุชาดา ได้แปลคำถามของนักข่าวเป็นภาษาอังกฤษ และสอบถามไปยังสามี ว่า ผู้สื่อข่าวต้องการที่จะสอบถามกรณีที่สามีได้เข้าไปถือหุ้นดังกล่าว และเหตุผลว่าทำไมจึงมาพบดีเอสไอในวันนี้ ปรากฏว่านายไท่หยาง ซาง ได้ตอบเป็นภาษาอังกฤษว่า มาพบเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับธุรกิจ ซึ่งยินดีที่จะให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องที่กำลังพิจารณาอยู่ และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ต่อไป จะให้ข้อมูลทั้งหมดที่มี และให้เจ้าหน้าที่ตัดสิน
เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า น.ส.สุชาดาเคยพาสามีเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับชั้นผู้ใหญ่ น.ส.สุชาดาได้ปฏิเสธว่าไม่มีการเข้าพบ เท่าที่จับประเด็นตามที่สื่อมวลชนถาม มีอดีตนักการเมืองไปพูดถึงข้อมูล และนำเอกสาร 4-5 ปีที่แล้วมาจับแพะชนแกะ บางเอกสารเป็นเอกสารเก่า ไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ได้เป็นการตรวจสอบ เป็นความพยายามสร้างประเด็นทางการเมือง วันนี้มาดีเอสไอเป็นเพื่อนสามี เพื่อยืนยันว่า เรามั่นใจว่าเราบริสุทธิ์ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ กับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากดีเอสไอจะให้ตนให้การก็พร้อม เพราะมีประเด็นเยอะ ส่วนกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. แชร์ข้อความข่าวและบอกว่าหายไปถึง 3 สัปดาห์ เหมือนพรรค ภท. ดูถูกคนไทย สส.ไอเดียร์ ระบุว่า เป็นการสร้างประเด็นทางการเมืองมากกว่า และไม่ได้หายไปไหน สามียังอยู่ในประเทศไทย ส่วนนายศิริโชคเชื่อว่าทุกคนน่าจะรู้จัก นึกว่าเป็นวอลเปเปอร์ ซึ่งนายกฯ ไม่ได้กำชับอะไร
ด้าน “นายศิริโชค โสภา” อดีต สส.สงขลา พรรค ปชป. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า จาก “ไม่รู้ว่าสามีทำอาชีพอะไร” ถึง “ขายหุ้นบ่อนแล้ว” เปิดปมคำชี้แจงสุชาดา กับวันที่โอนหุ้นใน BVI ที่อาจไขความจริงทั้งหมด ในทำนองว่าไม่รู้ว่าสามีประกอบอาชีพอะไร ทั้งที่ต่อมาปรากฏข้อมูลว่า สามีมีการลงทุนในธุรกิจหลายแห่ง รวมถึงบ่อนการพนันออนไลน์ Shuffle.com คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า สามีขายหุ้นหรือไม่ แต่รวมถึงใครเป็นผู้ซื้อ ราคาขายเท่าไร และการโอนหุ้นเกิดขึ้นจริงเมื่อใด สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ เงินกว่า 223 ล้านบาท เป็นจำนวนที่แม้แต่ จะฝันถึงก็ยังยาก แต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเงินมหาศาลเช่นนี้ กลับยังมีข้อเท็จจริงสำคัญ ที่ไม่ปรากฏต่อสาธารณะ ความน่าเชื่อถือของคำชี้แจง ไม่ได้อยู่ที่ว่าพูดกี่ครั้ง แต่อยู่ที่ข้อเท็จจริง สามารถตรวจสอบได้หรือไม่ และวันที่ที่ปรากฏในทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ BVI อาจบอกความจริงได้มากกว่าคำชี้แจงทั้งหมดที่ผ่านมาเสียอีก

แม้จะมี คำท้วงติงจากบางฝ่าย ถึงการชี้แจงของ “ไอเดียร์” และสามี เกี่ยวกับการชี้แจงเรื่องปัญหาการถือครองทรัพย์สิน และการถือครองหุ้นในเว็บพนันออนไลน์ แต่การให้ความร่วมมือกับ “ดีเอสไอ” และพร้อมชี้แจงทุกหน่วยงาน ช่วยลดน้ำหนักในการนำเรื่องไปอภิปรายไม่วางใจ “นายไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เรื่องตรวจสอบเว็บพนัน
ที่หวังจะใช้ประเด็นเรื่อง “ฮั้ว สว.” มาใช้เป็นเรื่องหลัก ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คงจะทำได้ไม่ง่าย ยิ่งการส่งสัญญาณล่าสุดจาก “นายโสภณ ซารัมย์” ประธานสภา เมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่มีคดีฮั้ว สว. ในคำกล่าวหาของฝ่ายค้าน จะนำมาอภิปรายได้หรือไม่ นายโสภณ ตอบว่า ต้องพิจารณาอภิปรายประเด็นอะไร เรื่องอะไร เพราะจบในกระบวนการของหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้แล้ว และตามข้อกล่าวหานั้น ต้องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ หากไปย้อนอดีต ไม่ใช่การทำงานของรัฐบาลนี้ ก็ไม่สามารถที่จะนำมาอภิปรายได้
ตีความตามคำพูดเป๊ะๆ นั่นหมายความว่า ฝ่ายค้านคงไม่สามารถอภิปรายได้ เพราะเรื่องไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยกคำร้อง กับการชี้มูลกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ภท. ซึ่งประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. และรัฐมนตรีหลายคนจากพรรคแกนนำรัฐบาล นั่นหมายความว่า ผ่านกระบวนการตรวจสอบในเบื้องต้นมาแล้ว แม้จะมีการยื่นร้องให้มีการตรวจสอบมติ กกต. ผ่านทาง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือฟ้องร้องต่อศาล แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุป จะรับคำร้องไว้ตรวจสอบ หรือจะรับเป็นสำนวนไต่สวนในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งหากมีการนำไปอภิปราย บรรดารัฐมนตรีที่ถูกเชื่อมโยงกับสำนวนฮั้ว สว. อาจไม่ลุกขึ้นมาตอบก็ได้ อ้างว่าผ่านกระบวนการตรวจสอบจาก กกต.ไปแล้ว และถ้าประธานสภาไม่ยอมให้อภิปราย พรรคฝ่ายค้านจะยอมหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ มีบุคคลทำหนังสือถึง “นายโสภณ ซารัมย์” ประธานสภา ในฐานะ ประธานคณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้พิจารณาการกระทำของ “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของ สส. และกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 หรือไม่ กรณีเผยแพร่ข้อความและคลิปวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับคดีการเลือก สว.

สำหรับรายละเอียดคำร้องระบุว่า ระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน ถึงหลังวันที่ 14 กันยายน 2569 นายพริษฐ์ได้เผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับคดีการเลือก สว. ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเข้าข่ายการกระทำที่ต้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลการติดต่อสื่อสารของบุคคลที่สามต่อสาธารณะ ประกอบด้วย รายการโอนเงิน บทสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ข้อมูลการจองและชำระเงินค่าโรงแรม ประวัติการโทร และข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ 2.การเผยแพร่ข้อมูลที่ได้มาจากการสืบสวนไต่สวนของ กกต. ขณะที่เรื่องดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา เช่น คำให้การหรือคำชี้แจงของบุคคลต่อหน่วยงาน ประวัติการโทร และความเห็นภายในของสำนักงาน กกต. 3.การใช้ถ้อยคำกล่าวหาเจตนาไม่สุจริตของบุคคลที่ระบุตัวได้ และการแสดงความคิดเห็นกดดันองค์กรอิสระในเรื่องที่ กกต.กำลังพิจารณา
นอกจากประเด็นข้อกล่าวหาแล้ว คำร้องยังระบุถึงสถานะของนายพริษฐ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ทำให้มีสถานะเป็นกรรมการจริยธรรมโดยตำแหน่ง
นอกจากนี้ผู้ร้องขอใช้สิทธิคัดค้านกรรมการ และขอให้สั่งการให้นายพริษฐ์งดเว้นการเข้าร่วมประชุม พิจารณา และลงมติในเรื่องดังกล่าวทุกขั้นตอน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการที่บุคคลจะพิจารณาเรื่องที่ตนเป็นคู่กรณีไม่ได้ รวมทั้งขอสงวนสิทธิคัดค้าน หากนายพริษฐ์มีการมอบหมายให้สมาชิกวิปฝ่ายค้านคนอื่นมาทำหน้าที่แทน
ส่วน “นายพริษฐ์” กล่าวถึงกรณีที่ สว.ยื่นสอบจริยธรรม กรณีที่ออกมาเปิดข้อมูลเรื่องฮั้ว สว. ว่า พร้อมอยู่แล้ว ที่จะเข้าสู่ทุกกระบวนการตรวจสอบ ยืนยันว่า การทำหน้าที่ของผม เป็นการทำหน้าที่ ที่เชื่อว่าประชาชนมอบหมายให้ คิดว่าไม่มีอะไรที่เป็นการฝ่าฝืนจริยธรรม เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ที่จะกระทบต่อการทำหน้าที่ประธานวิปฝ่ายค้าน เพราะในคำร้อง อยากให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ความจริงไม่ต้องเรียกร้อง ก็พร้อมอยู่แล้ว เข้าใจดีถึงหลักการเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน หากมีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวในฐานะกรรมการ ที่จะไปพิจารณาคดีหรือข้อร้องเรียนต่างๆ ซึ่งเป็น หลักการที่ยึดมั่นมาโดยตลอดอยู่แล้ว แต่ขอตั้งคำถามว่า หากผู้ร้องเป็นไปตามข่าวที่ได้ยินมาว่า เป็น สว.สีน้ำเงิน คิดว่าเป็นเรื่องที่ย้อนแย้ง สว.คนดังกล่าวพยายามที่จะมาเรียกร้อง และสอนผมเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งๆ ที่ตัวเองก็มีส่วนในการตั้งคนไปเป็น กกต.
ทีมข่าวการเมือง



