ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นพื้นฐานของการผลิตอาหาร ตั้งแต่แมลงที่ช่วยผสมเกสรพืช ไปจนถึงจุลินทรีย์ในดินที่ช่วยให้พืชได้รับสารอาหาร ข้อมูลจากรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและบริการจากระบบนิเวศ (IPBES) ระบุว่า พืชอาหารของโลกมากกว่า 75% รวมถึงผลไม้ ผัก กาแฟ และโกโก้ ต้องอาศัยสัตว์ช่วยผสมเกสร หากระบบนิเวศเสื่อมโทรม ย่อมส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร
ปัญหาดังกล่าวเป็นหนึ่งในประเด็นที่นานาประเทศกำลังหารือในการประชุม ‘COP17’ ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (17th Meeting of the Conference of the Parties to the Convention on Biological Diversity) หรือ ‘CBD COP17’ ที่กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย ระหว่างวันที่ 19-30 ตุลาคม 2569 การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีประเมินความก้าวหน้าครั้งแรกของกรอบงานคุนหมิง-มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก ซึ่งถูกรับรองเมื่อปี 2565 และกำหนดเป้าหมาย 23 ข้อ เพื่อหยุดยั้งและฟื้นฟูการสูญเสียธรรมชาติภายในปี 2573
CBD COP17 ครั้งนี้เป็นการประชุมภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งต่างจาก COP31 ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังจะจัดขึ้นในช่วงปลายปี 2569 โดย CBD COP17 เน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ ส่วน COP31 เน้นการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
3 ประเด็นร้อนบนเวทีโลก
รายงานจากองค์การสหประชาชาติเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ระบุว่า แม้กว่า 90% ของประเทศสมาชิกจะตั้งเป้าดูแลธรรมชาติ และส่งรายงานความคืบหน้าแล้วเกิน 70% แต่เอาเข้าจริง มีไม่ถึงครึ่งที่คาดว่าจะทำสำเร็จได้ตามเป้า ที่ประชุมจึงหารือร่างข้อตกลง ‘เยเรวาน พาธเวย์’ (Yerevan Pathway) เพื่อเร่งให้ประเทศต่างๆ ลงมือทำตามเป้าหมาย โดยมีโจทย์ใหญ่ 3 ด้าน ได้แก่
1. ขยายพื้นที่อนุรักษ์ (เป้าหมาย 30×30): ตั้งเป้าคุ้มครองผืนดินและมหาสมุทรให้ได้ 30% ภายในปี 2573 แต่ปัจจุบันมหาสมุทรได้รับการคุ้มครองเพียง 10% และปะการังน้ำตื้นถึง 96% เสี่ยงสูญพันธุ์ขั้นวิกฤต ขณะเดียวกันยังต้องเร่งคุ้มครองสิทธิของชุมชนท้องถิ่นและแก้ปัญหาพื้นที่อนุรักษ์ทับซ้อนกับสัมปทานเหมืองแร่
2. วิกฤตเงินทุนดูแลธรรมชาติ: โลกยังขาดเงินทุนอนุรักษ์สูงถึง 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี แม้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) จะระดมเงินเพิ่มได้ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เยอรมนียังต้องเสนอข้อริเริ่มใหม่เพื่อดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนผ่านเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพและพันธบัตรธรรมชาติ
3. จัดสรรรายได้จากข้อมูลพันธุกรรม (DSI): โลกกำลังถกเกณฑ์แบ่งปันผลประโยชน์จากธุรกิจที่ใช้ข้อมูลพันธุกรรมทำยาและเครื่องสำอาง โดย ‘กองทุนคาลี’ (Cali Fund) ที่ตั้งมา 18 เดือนกลับระดมเงินได้จริงเพียง 7,085 ดอลลาร์สหรัฐ และยังไร้เงินสมทบจากบริษัทยาข้ามชาติ ทั้งที่หากบริษัทยารายใหญ่จ่ายเงินสมทบตามสัดส่วน กองทุนอาจได้รับเงินสูงถึง 756 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ไทยชูเครดิตธรรมชาติ-การลงทุนสีเขียว
‘สุชาติ ชมกลิ่น’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ ‘ดร.รวีวรรณ ภูริเดช’ ปลัดกระทรวงฯ นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม CBD COP17 โดยไทยเตรียมผลักดัน 3 ทิศทางหลัก ได้แก่
1. กลไกจูงใจทางเศรษฐกิจ: ยกเว้นภาษีที่ดินสำหรับพื้นที่ป่าชายเลนและโครงการ TVER พร้อมโชว์ผลงานกำแพงไม้ไผ่ชะลอคลื่นที่เพชรบุรี ซึ่งช่วยประหยัดงบรัฐได้กว่า 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
2. นำร่องตลาดเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ: ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในโครงการดอยตุง เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนจากการอนุรักษ์
3. ผลักดัน พ.ร.บ.ความหลากหลายทางชีวภาพ: กำหนดหลักเกณฑ์การเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ พร้อมตั้งเป้าให้บริษัท SET50 อย่างน้อย 30% เปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม
เตือนเกษตร-ส่งออกไทย รับมือกฎการค้าสีเขียว
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เตือนว่า สินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปของไทยเสี่ยงเจอกำแพงการค้าที่ไม่ใช่ภาษีที่เข้มงวดขึ้น เช่น กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) หากไทยไม่สามารถรักษาฐานทรัพยากรและปรับตัวตามกติกาสากลได้ จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและรายได้ของเกษตรกรในระยะยาว
นอกจากนี้ การรุกล้ำพื้นที่สัมปทานในเขตความหลากหลายทางชีวภาพสูง ยังเร่งให้ทรัพยากรเสื่อมโทรม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมอาหารและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่ต้องพึ่งพาฐานธรรมชาติในการทำธุรกิจ
CBD COP17 จึงเป็นอีกเวทีที่ชี้ให้เห็นว่า การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเกี่ยวข้องกับทั้งความมั่นคงทางอาหาร เกษตรกร และการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่ไทยต้องเร่งอนุรักษ์ธรรมชาติควบคู่กับการปรับตัวให้ทันกติกาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจมากขึ้น



