เมื่อวันที่ 28 ต.ค. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. ได้ ยื่นญัตติร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 พ.ศ. …. ต่อสภากรุงเทพมหานคร ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 3) ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยมีน.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม. 2 เขตดินแดง เพื่อขอจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับช่วยเหลือและฟื้นฟูบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เร่งรัดการเยียวยาให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและรวดเร็ว
นายชัชชาติ กล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้เป็นภัยพิบัติสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล กทม. หน่วยงานภาครัฐ ทหาร ภาคเอกชน และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยทุกฝ่ายมีเป้าหมายเดียวกัน คือเร่งบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว พร้อมยืนยันว่า กทม. ไม่มีความขัดแย้งกับรัฐบาล และพร้อมทำงานร่วมกันโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
การเสนอร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อจัดสรรงบประมาณรองรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดย กทม. เตรียมขออนุมัติใช้เงินสะสมจ่ายขาดประมาณ 1,139 ล้านบาท เพื่อเสริมงบประมาณสำหรับการเยียวยาและฟื้นฟูบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงภารกิจที่เกี่ยวข้อง โดยตั้งเป้าให้มีงบประมาณสำหรับภารกิจเยียวยาและฟื้นฟูรวมประมาณ 1,500 ล้านบาท ทั้งนี้ วงเงินดังกล่าวยังต้องผ่านการพิจารณาและอนุมัติตามขั้นตอนของสภากรุงเทพมหานครก่อนนำไปใช้จ่าย
ทั้งนี้ ภายหลังสมาชิกสภากรุงเทพมหานครอภิปรายอย่างกว้างขวาง เช่น นายอัครชัย กันธมาลา สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตดุสิต เปิดเผยว่า ตนเห็นชอบกับการเสนอของบประมาณเพิ่มเติม เพื่อนำไปช่วยเหลือเยียวยาประชาชนในพื้นที่ กทม. ทั้งกรณีค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัย เงินชดเชยการประกอบอาชีพ และค่ารักษาพยาบาล แต่ได้ตั้งข้อสังเกตไปยังผู้ว่าฯ กทม. ว่า เหตุใด กทม. จึงต้องร่วมจ่ายเงินสมทบการเยียวยากับรัฐบาล ทั้งที่ กทม. ถือเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ต่างจากจังหวัดอื่น ซึ่งงบประมาณจำนวนนี้สามารถนำไปใช้พัฒนาด้านอื่น ๆ ที่ กทม. ยังขาดแคลนได้
ขณะที่ นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ สก. เขตมีนบุรี ที่ร่วมตั้งข้อสังเกตว่า การร่วมจ่ายเงินสมทบเยียวยาน้ำท่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในครั้งนี้ เป็นภาระหน้าที่ที่ กทม. ต้องจ่ายจริงหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลมีหน่วยงานกลางที่ดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว อีกทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อื่น ๆ ก็ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลโดยตรง
“เงิน กทม.เรามีจำกัด หลายครั้งท่านผู้ว่าฯ เสนองบประมาณรายจ่ายประจำปี งบลงทุนไม่มี โครงการก็รับภาระมาจากรัฐบาลด้วยซ้ำ คิดจากรัฐบาล แต่ กทม. ต้องทำ เงินก็ไม่ให้ ใช้เงินเรา 10% แม้เราจะเป็นพี่ใหญ่ เงินงบประมาณเราเยอะ แต่งบประมาณที่ได้มาเป็นการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง”
นายชัชชาติ ชี้แจงในสภากทม.ต่อประเด็นดังกล่าวว่า ในช่วงเกิดอุทกภัย กทม. ได้รับความช่วยเหลือและความร่วมมือจากรัฐบาลเป็นอย่างดี ไม่ได้มีประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง โดยตนยึดความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก และบริหารงานตามกรอบอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่างบประมาณของ กทม. เหลือเพียง 28 ล้านบาท จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า “กทม. ถังแตก” ว่า ข้อมูลดังกล่าวมาจากการพูดคุยในที่ประชุม ปภ. ซึ่งตนเข้าใจว่าเป็นการประชุมภายใน แต่เพิ่งทราบภายหลังว่ามีการถ่ายทอดสด โดยข้อเท็จจริงคือ งบกลางที่ผู้ว่าฯกทม. มีอำนาจอนุมัติเบิกจ่ายมีวงเงินรวมประมาณ 1,395 ล้านบาท แบ่งเป็น
- งบช่วยเหลือช่วงน้ำท่วม เช่น จัดซื้อน้ำมันเครื่องสูบน้ำ 95 ล้านบาท
- งบฉุกเฉินเพื่อบรรเทาสาธารณภัย 400 ล้านบาท
- งบสำหรับซ่อมแซมและพัฒนาระบบสาธารณูปโภคที่เสียหายประมาณ 900 ล้านบาท
สำหรับตัวเลขที่เหลือ 28 ล้านบาทนั้น มาจากงบฉุกเฉิน 400 ล้านบาท ซึ่งใช้ไปแล้ว 372 ล้านบาท (แบ่งเป็นงบจัดทำถุงยังชีพ 162 ล้านบาท และงบร่วมสมทบรัฐบาล 210 ล้านบาท) ขอยืนยันว่างบประมาณส่วนอื่นยังคงมีอยู่ตามปกติ กทม. ไม่ได้ถังแตกแต่อย่างใด
ส่วนเหตุผลที่ กทม. ต้องร่วมจ่ายเงินสมทบกว่า 500 ล้านบาทนั้น นายชัชชาติ ระบุว่า กทม. มีเกณฑ์เยียวยาตามระเบียบ ปภ. เดิมอยู่แล้ว เช่น ค่าซ่อมแซมบ้านเรือน แต่เงินเยียวยาเพิ่มเติม 5,000–9,000 บาท เป็นมติ ครม. ที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ เดิมทีมีการขอให้ กทม. ช่วยออกครึ่งหนึ่ง แต่ทาง กทม. ได้ปฏิเสธไปเนื่องจากงบไม่พอ จนได้ข้อสรุปตามมติ ครม. ให้ กทม. ช่วยสมทบตามขีดความสามารถที่จ่ายได้ จึงจบที่วงเงิน 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ กทม. ต้องปฏิบัติตามมติ ครม.
จากนั้นในที่ประชุมมีมติเห็นชอบรับหลักการร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 พร้อมตั้งคณะกรรมการวิสามัญจำนวน 28 คน เพื่อพิจารณารายละเอียดของร่างข้อบัญญัติในขั้นตอนต่อไป โดยกำหนดระยะเวลาแปรญัตติภายใน 3วันทำการ.



