นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ นายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ทีซีที) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั่วโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจาก การเติบโตของ เอไอ คลาวด์ และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ความต้องการแบนด์วิธและการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อขีดความสามารถของระบบเคเบิลใต้น้ำ ความต้องการแบนด์วิธในวันนี้ไม่ใช่การเติบโตตามปกติ แต่เป็นความต้องการเชิงโครงสร้างและกำลังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยดึงดูดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งคาดว่าจะมีการม็ดเงินลงทุนในตลาดเคเบิลใต้น้ำของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มูลค่าพุ่งสูงถึง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.5 แสนล้านบาท ในช่วงปี 68 – 70
“ประเทศไทยจึงควรใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์พัฒนาบทบาทจากการเป็นเพียงทางผ่านของข้อมูล สู่การเป็นจุดเชื่อมต่อเชิงยุทธศาสตร์ที่เพิ่มความหลากหลายและความมั่นคงของโครงข่ายสื่อสารระหว่างประเทศ พร้อมมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว ซึ่งการพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลระดับภูมิภาคอย่างสมบูรณ์แยังมีความท้าทาย โดยเฉพาะกระบวนการขออนุมัติโครงการที่ซับซ้อนและต้องประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐกว่า 15 หน่วยงาน รวมถึงประเด็นด้านกฎหมายและการคุ้มครองโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ หากภาครัฐสามารถบูรณาการความร่วมมือเพื่อปลดล็อกกฎระเบียบและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการอนุมัติให้มีความรวดเร็ว ก็จะสามารถเปลี่ยนความได้เปรียบให้กับประเทศไทยได้ดียิ่งขึ้น”
นายจักรกฤษณ์ กล่าวต่อว่า แม้ระบบคลาวด์และอินเทอร์เน็ตดาวเทียมจะได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลข้ามประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะการเชื่อมต่อระหว่างทวีปมากกว่า 99% ล้วนถูกส่งผ่านโครงข่ายสายใยแก้วนำแสงใต้ทะเล หรือเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีสถานีขึ้นฝั่งในจุดยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทั้งฝั่งอ่าวไทย ได้แก่ ชลบุรี ระยอง สงขลา และฝั่งทะเลอันดามันที่จังหวัดสตูล ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบเคเบิลระหว่างประเทศระดับโลกหลายเส้นทาง โดยความต้องการแบนด์วิธระหว่างประเทศของไทยมีแนวโน้มพุ่งทะยานจาก 25 เทราบิตต่อวินาที ไปสู่ระดับที่มากกว่า 40 เทราบิตต่อวินาที ภายในปี 73 ปริมาณความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นได้ตอกย้ำให้เห็นถึงจุดแข็งของไทย ทั้งในด้านทำเลทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างอินเดีย อาเซียน และเอเชียตะวันออก ตลอดจนความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ ส่งผลให้ข้อมูลสำคัญจำเป็นต้องวิ่งผ่านประเทศไทย ทำให้ไทยกลายเป็น “เส้นทางเชื่อมโยงทางเลือกที่หลากหลาย” ที่กลุ่มผู้ให้บริการระดับโลกไม่อาจมองข้าม



