เมื่อวันที่ 30 ต.ค. นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก ว่า The Cambodian Connection : เงื่อนงำจากปอยเปต

บ่อนกาสิโน Star Vegas ในปอยเปต เดิมเป็นกิจการของครอบครัวสุขเจริญไกรศรี โดยมีนายสมบูรณ์ สุขเจริญไกรศรี หรือ “เสี่ยตือ คอสโม” เป็นเจ้าของ แต่ปัจจุบัน ครอบครัวนี้ยังเป็นเจ้าของที่แท้จริงอยู่หรือไม่ ในปี 2558 บ่อนแห่งนี้เปลี่ยนไปอยู่ภายใต้บริษัท Donaco International ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย แต่จากเอกสารของบริษัทในเดือน มี.ค. 2568 กลับพบว่าลูกชาย 2 คนของ “เสี่ยตือ” ยังถือหุ้นในบริษัท Donaco International ทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมกันถึง 42.17 เปอร์เซ็นต์ ลูกชายทั้งสอง คือ นายเตชทัต สุขเจริญไกรศรี (Lee Bug Huy) และนายสุริยะ สุขเจริญไกรศรี (Lee Bug Tong) หรือ “คิว” ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อและนามสกุลเป็น นายภูวศิษฐ์ ไชยอรุณโรจน์ แต่เพื่อไม่ให้สับสน ต่อจากนี้ตนจะใช้ชื่อเดิมว่า “สุริยะ สุขเจริญไกรศรี (คิว)” เพราะเป็นชื่อที่ปรากฏในเอกสารเกี่ยวกับธุรกิจของครอบครัว และครอบครัวสุขเจริญไกรศรียังมีชื่อเกี่ยวข้องกับบ่อน Star Paradise ซึ่งต่อมาใช้ชื่อ Winsor และบ่อน Paramax ในปอยเปตด้วย

นายศิริโชค ระบุอีกว่า แต่เรื่องที่น่าสนใจเกิดขึ้นในเดือน ส.ค. 2568 เมื่อบริษัท Donaco International ถูกซื้อกิจการโดยบริษัท On Nut Road Limited ที่จดทะเบียนในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน หลังการซื้อกิจการ บริษัท Donaco International ถูกถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย ทำให้บุคคลภายนอกติดตามโครงสร้างผู้ถือหุ้นได้ยากกว่าเดิม ตนอดสงสัยไม่ได้ว่าบริษัทที่จดทะเบียนในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน แต่กลับใช้ชื่อว่า On Nut Road Limited หรือ “ถนนอ่อนนุช” ใครเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง การซื้อกิจการครั้งนี้เปลี่ยนเจ้าของไปจริงๆ หรือครอบครัวเดิมยังคงมีผลประโยชน์อยู่ คำถามนี้สำคัญ เพราะหากมีคนไทยอยู่เบื้องหลังธุรกิจพนันออนไลน์ที่รับลูกค้าจากประเทศไทย ก็อาจมีประเด็นความรับผิดตามกฎหมายการพนันไทยที่ต้องตรวจสอบ ยิ่งหากมีเงินจากธุรกิจบ่อนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริจาคให้พรรคการเมือง ก็ยิ่งต้องตรวจสอบทั้งที่มาของเงินและความสัมพันธ์กับนักการเมือง

“ผมจึงย้อนกลับไปดูประวัติของสุริยะ ลูกชายคนหนึ่งของเสี่ยตือ พบว่าเมื่อเดือน ก.ย. 2565 เขาเคยถูกตำรวจไทยจับกุมในคดีเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์และการฟอกเงิน โดยตำรวจระบุว่าเครือข่ายดังกล่าวมีเงินหมุนเวียนกว่า 3,000 ล้านบาท และมีการยึดทรัพย์สินกว่า 80 ล้านบาท แต่สิ่งที่ทำให้ผมยิ่งสงสัยว่าใครเป็นเจ้าของบ่อนตัวจริง คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงเดือนเดียวหลังบริษัท On Nut Road Limited เข้าซื้อกิจการ” นายศิริโชค ระบุ

นายศิริโชค ระบุอีกว่า วันที่ 20 ก.ย. 2568 ตามข้อมูลที่มีการเปิดเผยในรัฐสภา นายสุริยะถูกกล่าวหาว่าเสนอสินบนเดือนละ 40 ล้านบาท ผ่านคนกลาง เพื่อให้ข้อเสนอส่งต่อไปถึงนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลฯ จากพรรคภูมิใจไทย แลกกับความช่วยเหลือเกี่ยวกับการปราบปรามเว็บพนันออนไลน์ นายสุริยะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่หากครอบครัวนี้ขายบ่อนให้คนอื่นไปแล้วจริงๆ เหตุใดนายสุริยะจึงยังถูกกล่าวหาว่าเสนอสินบนถึงเดือนละ 40 ล้านบาท เพื่อแลกกับความช่วยเหลือเกี่ยวกับการปราบปรามเว็บพนัน เขายังมีผลประโยชน์อะไรอยู่ในธุรกิจนี้หรือไม่ และเรื่องยังไม่จบ โดยวันที่ 24 พ.ย. 2568 หรือราว 2 เดือนต่อมา น.ส.ณัชชารีย์ สุขเจริญไกรศรี น้องสาวของนายสุริยะ บริจาคเงิน 1 ล้านบาท ให้พรรคภูมิใจไทย!

“ภายในเวลาเพียง 3 เดือน บริษัท Donaco International ถูกซื้อกิจการโดยบริษัท On Nut Road Limited ที่จดทะเบียนในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ลูกชายเจ้าของบ่อนถูกกล่าวหาว่าเสนอสินบนเดือนละ 40 ล้านบาท และน้องสาวยังบริจาคเงิน 1 ล้านบาทให้พรรคภูมิใจไทย ทั้งหมดอาจเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ช่วงเวลาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน ทำให้ผมอยากตรวจสอบว่าครอบครัวนี้ยังมีผลประโยชน์อะไรอยู่ในธุรกิจบ่อนหรือไม่ และเงินบริจาคทางการเมืองมีที่มาอย่างไร ผมจึงเริ่มตรวจสอบว่าน้องสาวของสุริยะ สุขเจริญไกรศรี (คิว) ทำธุรกิจอะไรในประเทศไทย จนพบชื่อบริษัทแห่งหนึ่ง บริษัท สยามกัลฟ์ปิโตรเคมีคัล จำกัด จากทะเบียนผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 30 เม.ย. 2569 พบว่า ณัชชารีย์ถือหุ้นถึง 57.97 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อย้อนดูทะเบียนผู้ถือหุ้นช่วงปี 2560-2562 ก็พบว่า สุริยะ สุขเจริญไกรศรี (คิว) พี่ชายของเธอ เคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทเดียวกัน ผมจึงเปิดดูงบการเงินของบริษัทต่อ และพบว่าบริษัทมีผลขาดทุนสะสมกว่าพันล้านบาท” นายศิริโชค ระบุ

นายศิริโชค ระบุอีกว่า แล้วเรื่องก็พาตนมาถึงเรื่องวิกฤติน้ำมันแพง โดยเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 ท่ามกลางความเดือดร้อนของประชาชน มีรองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งออกมาขอเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลักลอบและกักตุนน้ำมัน เพียง 5 วันต่อมา วันที่ 30 มี.ค. 2569 เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบริษัท สยามกัลฟ์ปิโตรเคมีคัล จำกัด ในประเด็นการกักตุนน้ำมัน แม้ผลตรวจครั้งนั้นไม่พบการกระทำผิดก็ตาม แต่ครอบครัวสุขเจริญไกรศรียังมีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีปลอมปนน้ำมันที่ จ.อ่างทอง ด้วย ต่อมากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ดำเนินคดีเกี่ยวกับการปลอมปนน้ำมันที่ จ.อ่างทอง และออกหมายเรียก นายสุรัตน์ สุขเจริญไกรศรี น้องชายของเสี่ยตือ คอสโม ให้รับทราบข้อกล่าวหา โดยพนักงานสอบสวนระบุว่าพบหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินและบทบาทในการบริหารธุรกิจน้ำมัน แม้ไม่มีชื่อเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ถูกดำเนินคดีก็ตาม ซึ่งนายสุรัตน์ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

“จากเจ้าของบ่อนในปอยเปต มาถึงคดีน้ำมันในประเทศไทย ครอบครัวเดียวกันกลับมีชื่อปรากฏอยู่ในหลายเรื่องที่ผมกำลังตรวจสอบ นอกจากนี้ ดีเอสไอยังตรวจสอบธุรกรรมซื้อขายคลังน้ำมันมูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับอีกบริษัทหนึ่งในเครือข่ายธุรกิจของครอบครัวสุขเจริญไกรศรี โดยมีข้อสงสัยเรื่องการประเมินมูลค่าทรัพย์สินสูงเกินจริง แต่เมื่อผมกลับไปตรวจสอบบริษัท สยามกัลฟ์ปิโตรเคมีคัล จำกัด อีกครั้ง ก็พบเรื่องที่คาดไม่ถึง บริษัทแห่งนี้เคยได้รับเงินกู้ 2 ครั้ง รวม 115 ล้านบาท ครั้งแรก 75 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2562 และครั้งที่สอง 40 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2563 โดยคิดดอกเบี้ยเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ใครกันที่ให้บริษัทซึ่งมีผลขาดทุนสะสมมหาศาลกู้เงินจำนวนนี้” นายศิริโชค ระบุ

นายศิริโชค ระบุอีกว่า ที่น่าประหลาดใจ คือ ผู้ให้กู้รายนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย เป็นรองนายกฯ คนเดียวกับที่ได้รับมอบหมายให้มีบทบาทในการตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันทั่วประเทศ และเป็นคนที่ขอเวลา 1 สัปดาห์เพื่อหาคำตอบเรื่อง “ไอ้โม่งน้ำมัน” ตนจึงมีคำถามถึงนายพิพัฒน์ว่าในฐานะผู้มีบทบาทตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันทั่วประเทศ ท่านได้เปิดเผยความสัมพันธ์ทางการเงินกับบริษัท สยามกัลฟ์ปิโตรเคมีคัล จำกัด ซึ่งมีลูกสาวของ “เสี่ยตือ คอสโม” เจ้าของบ่อนกาสิโนในปอยเปต เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่หรือไม่ และนอกจากความสัมพันธ์ทางการเงินผ่านเงินกู้ 115 ล้านบาทแล้ว นายพิพัฒน์มีความสัมพันธ์หรือความใกล้ชิดกับครอบครัวสุขเจริญไกรศรีในลักษณะอื่นอีกหรือไม่ และมีมาตรการอย่างไรเพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าการตรวจสอบธุรกิจน้ำมันจะเป็นไปอย่างอิสระ ส่วนเรื่อง “ไอ้โม่งน้ำมัน” ที่เคยขอเวลา 1 สัปดาห์นั้น รัฐบาลขยายผลไปถึงผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงแล้วหรือไม่

“ผมเริ่มต้นจากการตามหาเจ้าของบ่อนในปอยเปต แต่ยิ่งขุดลึกกลับยิ่งพบเรื่องที่คาดไม่ถึง ข้อกล่าวหาเสนอสินบนเดือนละ 40 ล้านบาท ให้รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย เงินบริจาค 1 ล้านบาท ให้พรรคภูมิใจไทย และเงินกู้ 115 ล้านบาทจากรองนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ยังไม่รวมการตรวจสอบเรื่องกักตุนน้ำมัน คดีปลอมปนน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกครอบครัวเจ้าของบ่อน และธุรกรรมซื้อขายคลังน้ำมันกว่า 9,000 ล้านบาทที่ดีเอสไอกำลังตรวจสอบ 3 เรื่อง 3 เส้นทางเงิน แต่กลับมีชื่อพรรคการเมืองเดียวกันปรากฏอยู่ทุกครั้ง เรื่องบังเอิญเกิดขึ้นได้ แต่เมื่อเห็นข้อเท็จจริงเหล่านี้เรียงต่อกัน ผมอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า…ความใกล้ชิดกับกลุ่มอำนาจทางการเมือง ทำให้การปราบปรามเว็บพนันออนไลน์เป็นเรื่องยากหรือไม่” นายศิริโชค ระบุ.