เรื่องกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจยังไม่ได้ข้อสรุป “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย โยนให้เป็นเรื่องของ “ประธานตุ๋ง” โสภณ ซารัมย์ ประธานสภา และว่า ครม. สัปดาห์นี้ (26-30 ต.ค.) สะดวกที่สุดแล้ว รัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายอยู่ในประเทศทุกคน เลื่อนงานทุกอย่างไปหมดแล้ว ในเมื่อฝ่ายค้านไม่ยอมตกลง รัฐบาลก็ต้องหาวันใหม่ซึ่งเป็นเรื่องยาก และไม่ทราบว่า มีโอกาสไม่ได้อภิปรายหรือไม่ แต่เราก็พร้อมให้อภิปรายและอยากให้ทุกอย่างจบ
นายกฯ หนู มีภารกิจหลายอย่างช่วงเดือน พ.ย. เช่น ประชุม ครม.สัญจรที่อุดรธานี การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 49 (49th ASEAN Summit) ที่เขตมหานครมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 33 (APEC 2026) ที่เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนจะเดินทางเยือนไทย และมีการประชุมคณะทำงานร่วมรัฐบาลไทยและเลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา OECD

“สส.หวาย” ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะวิปรัฐบาล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรียกร้องขอฝ่ายค้านกลับมาเจรจา ถอยคนละก้าว อยู่บนความเป็นจริง ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 18 คน ขอเวลาอภิปราย 60 ชั่วโมง (ไม่รวมเวลาชี้แจงของ ครม. และเวลาการควบคุมการประชุม) รวม 5 วัน อภิปราย+1 วันลงมติ ในช่วงปลายเดือนตุลาคม รัฐบาลให้ได้ในวันที่ 26-29 ต.ค. และลงมติวันที่ 30 ต.ค. ให้เวลาฝ่ายค้านอภิปราย 45-48 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาที่มากที่สุดนับตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ฝ่ายค้านยืนยันจะขออภิปราย 5 วัน 60 ชั่วโมง เพราะไม่สามารถลดเวลาผู้อภิปรายได้ทัน หากจะลดเหลือ 4 วันก็จะขอเป็นช่วงเดือน พ.ย. หรือ ธ.ค. ฝ่ายค้านก็ได้เสนอให้ประธานส่งหนังสือไปยัง ครม. เพื่อจัดหาวันใหม่อีกครั้ง โดยระหว่างที่การประชุมหารือได้ดำเนินไประยะหนึ่ง ฝ่ายค้านก็ได้วอล์กเอาต์ และบอกให้จัดการกันไปได้เลย ทำให้จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ สิ่งที่มองไม่เห็นคือความพยายามของฝ่ายค้านในการหาทางออกร่วมกัน

“สส.ลิซ่า” ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ทราบว่าวิปสามฝ่ายจะประชุมเมื่อไร แต่คงไม่ใช่สัปดาห์นี้ เพราะประธานรัฐสภากำหนดวาระการประชุมปกติเรียบร้อยแล้ว ซึ่งยืนยันในส่วนของเราว่ากรอบระยะเวลาในการอภิปรายรัฐบาลต้องเป็น 5 วัน มันเป็นไปไม่ได้เลยหรือที่รัฐบาลจะไม่มีวันว่างเลยสัก 5 วัน ในช่วงเวลาตลอด 60 วันนับจากนี้ คุณกลัวการถูกซักฟอกใช่หรือไม่ การที่คุณไปพูดกับใครต่อใครว่าให้เวลาแล้ว คุณพูดแบบนั้นไม่ได้ เวลามันไม่ใช่ของคุณ มันคือการตกลงร่วมกัน และมันเป็นเวลาของฝ่ายค้าน สภา และฝ่ายนิติบัญญัติ
“มันมีภารกิจที่นายกฯ เลือกที่จะไม่ไป หรือเลือกที่จะส่งคนอื่นไปแทนได้ แต่คุณก็ยืนยันว่านายกฯ มีภารกิจเยอะแยะมากมาย แล้วเรื่องภายในประเทศที่คุณทำเอาไว้ ที่มันล้มเหลวนำมาสู่การคอร์รัปชัน เรื่องที่มันไม่ถูกแก้ไข การที่ฝ่ายค้านตั้งญัตติเพื่อซักฟอกมันไม่สำคัญหรือ คุณพยายามกดดันกีดกันทุกอย่าง เพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นห้วงเวลาที่ฝ่ายค้านเขาสะดวก ถ้าคุณบีบเหลือ 3 วัน ทุกอย่างที่เตรียมไว้ เนื้อหาสาระสู่ประชาชนอาจจะได้ไม่ครบ มันก็วุ่นวายไปหมด”

เมื่อถามว่าหากรัฐบาลยื้อไปจนปิดสมัยประชุมสภาในวันที่ 22 ธ.ค.จะทำให้ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตกไปหรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่า โดยปกติที่ผ่านมาหลายๆ รัฐบาลคงไม่ถึงขนาดนั้น แต่ถ้าพูดกันตรงๆ รัฐบาลนี้ก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายที่เขาจะทำอะไรก็ได้ โดยที่ไม่สนใจใคร แต่เราก็ต้องยืนยันจนถึงที่สุดก่อนว่านี่เป็นสิทธิของฝ่ายค้าน คนที่มานั่งเจรจาในห้องไม่ใช่ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจจริง ขอให้ไปคิดฉากทัศน์มาให้เสร็จแล้วมาคุยกันอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม “สส.ใบพลู” รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า จากที่คุยกับนายโสภณ ซารัมย์ ตอนนี้กรอบการอภิปรายคงจะไม่ใช่กรณี 3 วัน และไม่ใช่กรณี 5 วันแล้ว คงอยู่ที่กรอบ 4 วัน และก็บริหารเวลากันเป็นชั่วโมง คิดว่า คงเป็น 4+1 คือ อภิปราย 4 วัน และลงมติวันถัดไป (ตามกฎหมาย อภิปรายกับลงมติคนละวัน) ถ้าทางรัฐบาลดูวันที่รัฐบาลคิดว่าเหมาะสมได้ในช่วงเดือน พ.ย. พวกเราได้หมด ขึ้นอยู่กับการเจรจาของวิป

เมื่อวันที่ 24 ต.ค. นายกฯ หนู อนุทิน ชาญวีรกูล ออกรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT กล่าวถึงกระแสจับตาความสัมพันธ์กับพรรคกล้าธรรม และความเป็นไปได้ในการเพิ่มพรรคร่วมรัฐบาลว่า ในทางการเมืองทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด แต่การตัดสินใจต้องไม่เกิดขึ้นเพื่อสยบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และต้องมองประโยชน์ประเทศเป็นหลัก เราต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบาล เพื่อที่เราจะได้ผลักดันนโยบายต่างๆ ของเราให้มันเป็นรูปธรรม
“ความเป็นไปได้ในการควบรวมพรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรมก็ตอบตอนนี้ไม่ได้ เพราะยังไม่เกิด ทุกอย่างต้องดูทั้งสถานการณ์ ความจำเป็น ความร่วมมือ ความเข้าใจ รวมถึงผลลัพธ์ว่าประเทศและประชาชนจะได้อะไร รัฐบาลจะแข็งแรงขึ้นหรือไม่ และคนที่จะเข้ามามีศักยภาพช่วยงานเพียงใด โอกาสที่มันเกิดขึ้นก็มี แต่ยังไม่ควรตั้งสมมุติฐานล่วงหน้า เพราะทุกการตัดสินใจต้องมีเหตุและสถานการณ์ประกอบก่อนจะนำไปสู่ผลทางการเมือง”
เมื่อถามถึงความสัมพันธ์ในพรรคร่วมรัฐบาลมีคลื่นใต้น้ำหรือไม่ นายกฯ หัวเราะบอกว่า “หากมีคลื่นก็เป็นระบบจากุซซีที่ช่วยสนับสนุนให้การทำงานเดินหน้า ไม่ใช่ความขัดแย้งภายใน รัฐบาลชุดนี้มีพรรคหลัก 2 พรรค แต่เมื่อเข้าสู่คณะรัฐมนตรีแล้ว ทุกโครงการที่ต้องผ่านมติ ครม. ถือเป็นผลงานของรัฐบาลร่วมกัน ไม่มีการแบ่งว่าเป็นผลงานของพรรคใด เพราะเป้าหมายสุดท้ายคือประชาชนและประเทศ ไม่ใช่การแข่งขันกันเอาหน้าทางการเมือง”

นายกฯหนู ตั้งข้อสังเกตเรื่องการประมาณการเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยปีนี้ที่ระดับ 2.1% ว่า หลังเห็นตัวเลขการลงทุน การส่งออก การจ้างงาน และรายได้ภาษีปรับตัวดีขึ้น ได้มอบหมายสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)กลับไปตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง ตัวเลขเศรษฐกิจหลายด้านสะท้อนภาพที่ต่างจากประมาณการเดิม โดยเฉพาะเงินลงทุนจากต่างประเทศในช่วงครึ่งปีแรก จากข้อมูลที่ได้รับสูงกว่ามูลค่าทั้งปีที่แล้วราว 30% ขณะที่การส่งออกขยายตัวกว่า 20% และเคยขึ้นไปใกล้ 25% รัฐบาลยังเห็นสัญญาณจากการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจไทยจะยังขยายตัวเพียง 2.1% ได้อย่างไร เพราะฉะนั้น GDP ประเทศไทยของปีนี้ ไม่ใช่ 2.1% อย่างแน่นอน
“ได้ให้ สศช. กลับไปตรวจสอบทั้งวิธีคำนวณ สมมุติฐาน และข้อมูลที่ใช้ ก่อนรายงานกลับมาว่าภาพรวมดีขึ้นจริง อยู่ระหว่างประเมินว่าจะปรับขึ้นเท่าใด ที่ต้องให้ความสำคัญกับตัวเลขจีดีพี เพราะมีผลต่อความเชื่อมั่นและต้นทุนทางการเงิน หากไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเติบโตต่ำ อาจจำกัดโอกาสลงทุน” จากนี้รอประกาศจีดีพีใหม่

เรื่องเว็บพนันก็ยังมีข่าวมาเรื่อยๆ นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมปิดกั้นเว็บพนันเท่าไรก็ไม่หมดเสียที กระทรวงใช้วิธีตรวจพบเว็บพนัน รวบรวมหลักฐาน ขอคำสั่งศาล แล้วส่งต่อให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโทรศัพท์ไปปิดกั้น จากนั้นก็ออกมาแถลงว่าปิดไปแล้วกี่แสนกี่ล้าน URL แต่เคยกลับไปตรวจสอบกันบ้างไหมว่าเว็บเหล่านั้นยังเข้าได้อยู่หรือเปล่า? ผมลองตรวจสอบเว็บพนัน 30 แห่ง ปรากฏว่าเข้าได้ถึง 29 แห่ง! ส่วนแห่งเดียวที่เข้าไม่ได้คือบ่อน Shuffle ซึ่งจำกัดการเข้าถึงจากประเทศไทยด้วยตัวเอง
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาคนติดการพนัน แต่ยังมีเรื่องเงินมหาศาลที่อาจไหลไปถึงคนมีอำนาจด้วย ล่าสุดผมได้รับข้อมูลว่า วันอาทิตย์นี้ พรรคการเมืองหนึ่งนัดจ่ายเงินเดือนพิเศษให้ สส. อีกคนละ 400,000 บาทต่อเดือน ลองคิดดู แค่ สส. 100 คน ก็ต้องใช้เงินเดือนละ 40 ล้านบาท ปีหนึ่งเกือบ 500 ล้านบาทแล้ว ผมอยากรู้เหมือนกันว่า ถ้าวันหนึ่งเว็บพนันเหล่านี้ถูกปิดจนหมดจริง ๆ เงินเดือนพิเศษของ สส. จะยังจ่ายกันไหวหรือเปล่า?
ถ้ากระทรวงดีอีปิดเว็บพนันทำไม่เป็นจริง ๆ แนะนำเป็นวิทยาทานให้ก็ได้ เว็บพนันจำนวนมากใช้บริการ Cloudflare (ผู้ให้บริการระบบเครือข่ายและความปลอดภัยเว็บไซต์) ซึ่งมีระบบ Geolocation Blocking (การปิดกั้นผู้เข้าชมตามประเทศ) ดีอีลองประสาน Cloudflare ให้ดำเนินการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บพนันรายใหญ่ในประเทศไทยตามกระบวนการทางกฎหมาย แล้วตรวจสอบผลจริงเสียที บ่อน Shuffle ยังจำกัดการเข้าถึงจากประเทศไทยได้ด้วยตัวเอง ไม่เห็นต้องไล่ปิด URL กันเป็นล้านรายการ แต่ถ้ารู้วิธีอยู่แล้ว แล้วยังปล่อยให้เว็บพนันเปิดกันอย่างนี้ ปัญหาคงไม่ใช่เรื่องความสามารถแล้ว”



