เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 69 นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กำหนดแนวทางการบรรจุระเบียบวาระการประชุมของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ การเชิญตัวแทนองค์กร หน่วยงาน หรือบุคคลมาชี้แจงใน กมธ. ต้องใช้มติของ กมธ.สียงข้างมาก ว่า จะทำให้เสียงข้างมากฝ่ายรัฐบาล สามารถควบคุมได้ ทั้งการบรรจุวาระ การพิจารณา และการเชิญผู้ให้ข้อมูล ซึ่งแนวทางนี้เป็นข้อเสนอของนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.)
นายศิริโชค กล่าวว่า เท่าที่รับฟังนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธาน กมธ.กฎหมายและการยุติธรรมฯ และการติดตามข่าว เข้าใจว่าเกณฑ์นี้ จะนับเสียงจากจำนวน กมธ. แม้บางคนไม่ได้เข้าประชุมในครั้งนั้นก็ตาม เช่น หากมี กมธ.ในคณะรวม 15 คน แม้จะมีคนมาประชุมเพียง 10 คน ก็ยังต้องใช้เสียงเห็นชอบ อย่างน้อย 8 เสียง ซึ่ง กมธ.จากพรรคร่วมฝ่ายค้านชนะได้ยาก เพราะตามสัดส่วนของ กมธ.แต่ละคณะ สัดส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน จะมีเสียงน้อยกว่าฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้ว สรุปคือ กมธ.จากพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีเสียงรวมกันไม่ถึงครึ่ง จึงมองว่าต่อไป โอกาสที่จะเชิญคนนอก หรือตัวแทนองค์กรมาชี้แจงคงเป็นเรื่องยาก
“น่าเสียดาย ผมคงไม่ได้ไปชี้แจงข้อมูลเว็บพนันต่อ กมธ.กฎหมาย ของสภา อีก เพราะเชื่อว่าหากต้องลงมติ เสียงข้างมากคงลงมติว่า ไม่เชิญแน่นอน จึงเห็นชัดแล้วว่า เขามีความเดือดร้อนในเรื่องของเว็บพนันจริงๆ ทำให้เราสงสัยว่า จริงๆ แล้ว ใครอยู่เบื้องหลังเว็บพนันออนไลน์เหล่านั้น ทำไมถึงต้องเต้นขนาดนี้ ถึงขั้นยอมให้คนทั้งประเทศด่า และปิดปากพรรคฝ่ายค้าน สิ่งนี้จึงยิ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผมต้องขุดต่อไป เพื่อที่จะได้เจอว่า ใครเป็นไอ้โม่งอยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ เพราะเงินจากธุรกิจสีเทา อาจไหลไปใช้ในการเมืองเพื่อซื้อเสียงหรือไม่ เพราะจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา พบว่ามีการใช้เงินซื้อเสียงหัวละ 1,500–2,000 บาท หากจ่ายในวงกว้างอาจต้องใช้เงินมากถึงหลักร้อยล้านบาทต่อเขตเลือกตั้ง จึงต้องการตรวจสอบให้ชัดว่า เงินเหล่านี้มาจากไหน” นายศิริโชค กล่าว
เมื่อถามว่า จะมีการนำข้อมูลเหล่านี้ให้พรรค ปชป. นำไปใช้ในการอภิปรายซักฟอกรัฐบาลหรือไม่ นายศิริโชค กล่าวว่า หากมีการขอมาตนก็ให้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ ก็ให้ข้อมูลไปเมื่อ 2 วันก่อน ก่อนที่โทรศัพท์มือถือของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. จะถูกเตือนว่าเสี่ยงตกเป็นเป้าถูกจารกรรมข้อมูล แต่ก็โชคดีที่เจาะไม่เข้า ถ้าเจาะเข้าก็จะรู้ว่าข้อมูลที่ส่งไปให้มีอะไรบ้าง ส่วนตัวคิดว่า เขาคงจะระแวงพรรค ปชป. เป็นหลักอยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมาพรรคมีความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบ หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประกอบกับเขาคงจะคิดว่าตนทำงานนอกสภา โดยร่วมมือกับงานในสภา ซึ่งการที่ตนยังเป็นสมาชิกพรรค จึงมีการโยงว่า เป็นยุทธศาสตร์ที่ใช้ทั้งพรรค ภาคประชาชน และเสียงในสภา แต่วันนี้ยืนยันว่า ทำงานในฐานะภาคประชาชน เพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในการบริหาร เมื่อข้อมูลที่มีเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เราก็ยินดี.



