เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจและบั่นทอนจิตใจอย่างหนัก ท่ามกลางงานฉลองครบรอบ 23 ปีของแบรนด์ระดับประเทศ Finale Wedding Studio เมื่อ “คุณปลา ฟินาเล่” (สุดจิตร์ สุดจิตต์) ดีไซเนอร์แถวหน้า ได้ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนถึงดราม่ามหากาพย์การจับกุมคุมตัว “บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งมีความสัมพันธ์สนิทสนมแน่นแฟ้นกับคุณปลาและแบรนด์ฟินาเล่มานานกว่า 20 ปี โดยย้อนเล่าความรู้สึกตั้งแต่แชตสุดท้ายก่อนเกิดเรื่อง ไปจนถึงความจริงอันน่าปวดใจที่ทำเอาตนเองถึงกับร้องไห้และหมดศรัทธา
เมื่อสื่อมวลชนถามถึงข้อความสุดท้ายที่ได้ติดต่อกับบุ๋ม ปนัดดา ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าควบคุมตัว คุณปลาได้เผยว่า
“5 นาฬิกา 37 นาที พี่ไม่แน่ใจ เป็นวันที่ 26 มันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น แล้วพี่นอนอยู่ พี่ไม่ได้คิดอะไร แต่ว่าพอตื่นมาประมาณ 8 โมง พี่ก็ได้เปิดข้อความอ่าน ก็น้องก็ไลน์มาบอกรักกัน“
“วันที่แถลงข่าวพี่เชื่อบุ๋ม ต้องบอกก่อนว่าพี่มีความเชื่อบุ๋ม แล้วก็มั่นใจบุ๋มแบบชัดเจนว่าน้องพี่คงไม่ได้ทำอย่างนั้น แล้วก็มองกับความรู้สึกว่าสิ่งที่น้องทำมา แล้วเราก็ถามน้องตลอด ซึ่งเขาก็ไม่ได้ทำอะไร“
ความรู้สึกเมื่อเห็นภาพบุ๋มโดนฝากขัง “มันเศร้า แน่นอนครับ เพราะว่าโลกใบนี้ กระบวนการกฎแห่งกรรมมันเกิดขึ้นจริงๆ แล้วเราก็มีความรู้สึกว่า ให้จบดีกว่า ให้จบไปในรูปแบบของความยุติธรรมต่างๆ ใครทำอะไรก็ได้อย่างนั้น ในสิ่งที่พี่คิดไว้ เพราะว่าพี่เชื่อกระบวนการกฎแห่งกรรม แล้วก็เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น“
“Finale ดูแลศิลปินดารา เพราะว่าเราเปิดมา 23 ปี เราดูแลไม่ใช่แค่คำว่าลูกค้า เราดูแลเหมือนพี่น้องกันมีการคุย สื่อสารกันตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทิศทาง การให้คำปรึกษาเรื่องธุรกิจ การใส่ชุด ออกแบบชุดตามงานต่างๆ เราดูแลแบบพี่น้อง แล้วน้องบุ๋มรู้จักกับพี่มาประมาณ 20 กว่าปีแล้ว คำว่าน้อง มันไม่มีอะไรที่เราคิดในแง่ลบ ตลอดระยะเวลาเราจะคิดกับน้องในแง่บวกตลอด แล้วมองมุมต่อว่า พอน้องทำองค์กรทำดี เรารู้สึกว่าเราอยากทำความดี เพราะด้วยชื่อขององค์กรทำดี พอใครอ่านปุ๊บก็อยากทำความดีจริงๆ ตัวพี่เองก็เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนบริจาค เป็นเงินส่วนตัวด้วย และเวลาจัดงานต่างๆ บางท่านถามว่าอยากบริจาคให้ใคร พี่ก็บอกว่าลองน้องบุ๋มมั้ย เพราะเขาดีนะ พี่สัมผัสมา เพราะพี่เป็นคนหนึ่งที่บริจาคให้กับองค์กรทำดีตลอด“
“ยอดส่วนตัวพี่ประมาณ 500,000 บาท อันนี้คือแบบไม่รวมเงินสด ซึ่งการบริจาคมันเปิดมานาน บางทีพี่นอนอยู่ พี่ก็โอน พอดูข่าวเกี่ยวกับองค์กรทำดีปุ๊บ พี่มีความรู้สึกว่าพี่อยากบริจาค พี่คุยกับแฟนก่อนว่าเราบริจาคมั้ย เพราะคนๆ นี้เดือดร้อนมา คนนี้โดนงูกัด คนนี้ไม่มีโลงศพ แม้กระทั่งบางทีดูไอจี บริจาคยา พี่ก็บริจาค บริจาคทุกอย่างที่ตัวพี่เองสามารถช่วยได้ พี่ยินดีที่จะบริจาคน้องโดยที่ไม่คิดเรื่องเงิน เพราะเรื่องเงินมันเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก จิตใจเราอยากบริจาคจริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้หวังว่าน้องจะเอาเงินไปทำในสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้น เรารู้สึกว่าเราอยากทำความดี แล้วเรามีกำลังพอบ้างที่จะช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินสดหรือให้เงินสด“
“ในวันที่พี่คิดอยากบริจาค พี่ก็จะโอน พี่ไม่ได้หวังว่าจะไปในทิศทางไหน เหมือนพี่ให้หลายๆ องค์กร พี่ให้ด้วยใจ โอนปุ๊บพี่สบายใจ พี่ไม่เคยโอนเงินแล้วรู้สึกทุกข์ พอโอนเงินไปปุ๊บ สิ่งหนึ่งที่เราอยากได้คือบุญกลับมา แล้วการโอนมันสำเร็จแล้ว พี่มีความเชื่อว่าบุญที่โอนเนี่ยพี่ต้องได้รับ พี่ไม่เคยคิดว่าการโอนเงินแล้วพี่จะไม่มีความสุข ทุกครั้งที่โอนเงินพี่ต้องมีความสุข“
เมื่อทราบเส้นทางการเงินว่าเงินบริจาคไม่ได้ไปถึงผู้เดือดร้อนตามที่ตั้งใจ
“พี่รู้สึกจุก รู้สึกว่านี่คือสิ่งที่เราทำให้ คือไม่กล้าพูดดีกว่า พี่เชื่อว่าเราบริจาคเงินไปแล้ว พี่ภูมิใจในการบริจาค แล้วพี่ก็จะมีหลายๆ ท่านที่บอกว่าบริจาคเถอะ ช่วยกันบริจาค พี่คิดว่าสิ่งที่บริจาคไปมันจะต้องถึงสิ่งที่เราให้ แต่ในวันหนึ่งที่เรารู้ว่ามันไม่ถึง พี่ก็คิดว่าไม่เป็นไร ในเมื่อเราเลือกที่จะบริจาคไปแล้ว ทำไปแล้ว พี่ไม่ติดใจ พี่คิดว่าใครทำยังไงได้อย่างนั้น มันจุก มันพูดไม่ออก ถ้าถามพี่ตอนนี้ว่ารู้สึกยังไง พี่รู้สึกว่ามันจุก มันจุกเกินกว่าที่พี่จะพูดได้ มันพูดไม่ออก มันเหมือนเราโดนมีดกรีด เหมือนเจาะลงไปแล้วค่อยๆไหล มันซึม มันรู้สึกว่าผิดหวัง แต่ก็ไม่เป็นไร อโหสิกรรม ใครทำอะไรได้อย่างนั้น อันนี้คือสิ่งที่พี่คิด แต่ย้ำว่าอย่าเอาพี่ไปเปรียบเทียบกับใคร เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน ตัวพี่เป็นจิตศรัทธาในการทำบุญจริงๆตั้งใจทำบุญและมั่นใจว่าเงินทุกบาทก็ต้องได้กับสิ่งที่พี่คิด“
อีกทั้งคุณปลายังได้วิเคราะห์ภาพลักษณ์และการเดินเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายของบุ๋ม ปนัดดา ว่าเป็นการเตรียมการไว้ล่วงหน้า
“พี่เห็นภาพแล้วรู้สึกว่า การจัดวางของน้อง พี่ไม่กล้าใช้คำว่าวางแผน พี่คิดว่าเป็นการวางแผนแหละ ถ้าถามว่าเป็นกระบวนการที่เขาคิดแล้ว เพราะน้องเองเป็นเด็กฉลาด น้องปนัดดา วงศ์ผู้ดี เป็นคนเก่ง เป็นคนฉลาด เป็นคนสวย แล้วเขาเป็นผู้ทรงอิทธิพลของการทำบุญ ฉะนั้นพี่มองมุมว่าเขามาถึงจุดนี้ได้ยังไง พี่คิดว่าเป็นจุดยืนที่เขารู้อยู่แล้วว่าเขาจะต้องเป็นอย่างนี้ พี่เชื่อว่าน้องมองมุมแล้วว่าจุดจบเขาต้องเป็นอย่างนี้“
“ฉะนั้น ภาพที่ออกมาปุ๊บ ใจเขาจะมีความแข็งแรง ความเข้มแข็ง แล้วเป็นการที่แบบว่า ‘ฉันจะเป็นแนวนี้ออกมาเป็นแนวนี้’ น้องเป็นเด็กฉลาด ผู้หญิงคนนี้เป็นผู้หญิงที่เก่ง เป็นผู้หญิงฉลาด“
เมื่อถามย้อนไปตลอดระยะเวลา 20 ปีที่คบหาและทำงานร่วมกันมา คุณปลาได้เปิดใจความจริงอันเจ็บปวดว่า
“ถ้าเทียบกันจริงๆ เลย พี่คิดว่า 20 ปี พี่ไม่รู้จิตใจน้องเลย ถ้าถามว่าเรารู้จักกันมา กอดกันมา มีเรื่องเราคุยกัน เจรจากัน ช่วยเหลือกัน บุ๋มช่วยเหลือพี่ในเรื่องเวลาพี่มีเรื่องต่างๆ พี่ก็ช่วยเรื่องของบุ๋มในการบริจาคเงิน พี่มีความรู้สึกว่าตรงนั้นเป็นสิ่งที่เราได้รับกับบุ๋มแล้ว“
“แต่พอถึงเวลาถ้าถามย้อนไปเลย พี่เชื่อว่าทุกอย่างของเขาคือการแสดง พี่รู้สึกว่าน้องอาจจะมีองค์ความรู้ในการที่จะจัดสรรคำพูด จัดสรรการออกมาสัมภาษณ์ยังไง หน้าตาของนักบุญจะเป็นยังไง หน้าตาของการให้ความช่วยเหลือจะเป็นยังไง พี่เชื่อว่าตรงนั้นแหละคือเขาเตรียมการไว้หมดแล้ว เพราะด้วยเม็ดเงินที่ออกมามันมหาศาลเกิน มันไม่ได้แค่ 500,000 หรือ 50,000 แต่มันเป็นหลักมหาศาล พี่คิดว่าเป็นการจัดมาหมดแล้ว เพื่อที่จะหลอกคน สำหรับตัวพี่เองนะ“
“บางทีมีสลิปส่งไลน์ พอบอกจะทำบุญ น้องบุ๋มส่งสติ๊กเกอร์ร้องไห้แบบดีใจ พี่ก็เจอมาเหมือนกัน ซึ่งอันนี้ไม่ใช่นิสัยบุ๋ม เพราะบุ๋มคุยกับพี่จะไม่มีเรื่องเงิน แต่พี่อยากเหมือนมีจิตบริสุทธิ์ในการโอนเงิน ณ วันนี้พี่เชื่อว่ามันเป็นการแสดง แม้กระทั่งตอนไลน์คุยครั้งสุดท้าย แม้กระทั่งข่าวออก พี่ก็ไม่เชื่อ จนกระทั่งเห็นกระบวนการกฎหมายออกมาแล้วมันชัดเจน พี่ไม่เชื่อแล้ว พอไม่เชื่อปุ๊บ พี่ก็ได้มาย้อนความคิดเราในการรู้จักกันมา พี่เชื่อว่าน้องมีภาพลักษณ์ของการแสดงที่ชัดเจนเพื่อที่จะกอบโกยรายได้“
“พี่คิดว่าเป็นวิธีการในการหาเงิน ต้องถามตัวพี่นะ เพราะคนเราจะมีวิธีการในการหาเงินที่แตกต่างกันออกไป แต่เขาอาจจะใช้ในทางที่ผิด จริงๆ อยากจะเตือนทุกคนเลยว่า ‘อย่า ยุ่ง กับ เงิน บุญ’ แม้กระทั่งบางทีเพื่อนฝากเงินโอนมาทำบุญ พี่ไม่กล้าแตะนะ พี่จะแจ้งว่าเงินที่ไปใช้เป็นเงินอะไร มีอะไรบ้าง“
เมื่อสื่อมวลชนถามตรงๆ ว่ายังให้อภัยและนับถือบุ๋ม ปนัดดา เป็นน้องอยู่อีกหรือไม่ คุณปลาตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า
“พี่ต้องบอกว่าพี่ไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะพอข่าวออกมาปุ๊บ มันตัดเชือกพี่แล้ว แล้วพี่ก็ไม่รู้สึกว่าเขาเป็นยังไง หรือเรารู้สึกยังไง ถามว่าเราร้องไห้มั้ยกับความไว้ใจของอีกคน… เราร้อง พี่เสียใจมากนะ เพราะ 20 ปีเราช่วยองค์กรทำดีมาตลอด เราร้องไห้ เรารู้สึกจุก เรารู้สึกว่า ‘อีกแล้ว… เราจะทำบุญกับใคร?’”
“เราฝากมูลนิธิในการพึ่งพาว่าเวลาเราดวงไม่ดีเกิดขึ้น บุญกุศลจะส่งผลให้เรา เราทำบุญกับวัดแล้วก็หวังวัดเพื่อต่อยอดสายบุญถูกต้องมั้ยครับ แต่นำวันนี้ เราไม่กล้าทำอะไรแล้ว เราไม่กล้าที่จะบริจาคเงินหรือบริจาควัด มันเหมือนกับการตัดเชือกออกไปหมดแล้ว“
“เราอยากฝากบอกว่า ทุกอย่างมันไปตามกฎแห่งกรรม พี่ไม่ถามนะ เพราะพอข่าวออกมาปุ๊บ สิ่งหนึ่งที่พี่รู้เลย ที่พี่คิดเลย เขาแสดง เขาวางแผนมาตั้งแต่ต้น เพราะพี่เป็นคนที่ใกล้ตัวน้องมาก มีเรื่องเล่าเรื่องราวตั้งแต่แฟนคนแรกถึงคนสุดท้าย พี่มีความรู้สึกว่าพี่ไม่มีอะไรที่ต้องถาม เพราะสิ่งหนึ่งที่บุ๋มทำ มันเหมือนการแสดงออกมาที่มีเจตนาที่จะระดมเงินคน สำหรับตัวพี่เอง พี่ไม่ถามน้องแล้ว แต่พี่หมดศรัทธากับองค์กรทำดีไปแล้ว แล้วพี่ก็หมดศรัทธากับความรู้สึกที่มีให้กับบุ๋ม มันหมดไปหมดแล้ว มันละลายไปหมดแล้ว ตั้งแต่วันที่เราเห็นแล้ว“
ส่วนประเด็นเรื่องสามีหรือคนรอบข้างที่มีผลต่อการกระทำของบุ๋ม คุณปลามองว่า
“มันก็มีหลายครอบครัวที่เกิดขึ้นจากตัวแฟนหรือคนมารอบข้าง แต่พี่มองมุมว่า แฟนหลอกครั้งหนึ่ง พี่จะนับ 1-10 ถ้าให้โอกาสบางทีแค่ 3 ครั้งถ้าผิดพี่จบ แต่ถ้ารักมากหน่อยอาจจะไปถึง 7-9 แต่น้องบุ๋มมันเป็นหลายร้อยครั้ง พี่เชื่อว่าผู้ชายไม่ได้มีผลขนาดนั้น พี่เชื่อว่าน้องเป็นคนฉลาด ฉลาดมาก แล้วเลือกที่จะทำพี่คิดว่าเตรียมไว้หมดแล้ว วางแผนไว้หมดแล้วว่าเขาจะทำยังไง ยืนในภาพยังไง“
“เขาไม่ต้องร้องไห้ เขายืนแบบเข้มแข็ง เขายืนแบบเป็นการเตรียมมาแล้วว่า ถ้าวันนี้ฉันโดนจับ ฉันจะยืนยังไง ตอบคำถามยังไง ทุกวันนี้พี่ว่าไม่ใช่ บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี พี่เชื่อว่าเป็นคนอื่น เหมือนติดการพนันเป็นผีอื่น ไม่ใช่บุ๋ม ปนัดดา ในหัวพี่ ในฐานะพี่ที่สนิทกับน้อง พี่ว่าน้องเตรียมไว้หมดแล้ว ฉันจะเดินมาตรงนี้ ฉันจะยืนอย่างนี้ ภาพลักษณ์ฉันจะเป็นอย่างนี้ พี่เชื่อว่าน้องแสดง“
ปิดท้ายถึงเรื่องคดีความและการเป็นพยานในอนาคต คุณปลาทิ้งท้ายว่า:
“พี่ไม่คาใจ ไม่ติดใจ แต่ก็ไม่ขอยุ่งแล้วครับ“






