เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายของวันที่ 22 ม.ค.65 ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ นำทีมอาสาเมือง เพื่อนชัชชาติ ลงพื้นที่สำรวจเขตราชเทวี กรุงเทพฯ โดยได้เดินเท้าพูดคุยและรับฟังปัญหา ข้อเรียกร้องจากประชาชนในพื้นที่ ซอยพญานาค ซอยกิ่งเพชร ซอยเจริญผล ถนนเพชรบุรี และสำรวจลานกีฬาพัฒน์ 2 ต้นแบบการพัฒนาพื้นที่สาธารณะใต้ทางด่วน เป็นพื้นที่ออกกำลังกายและลานกิจกรรมระดับชุมชน

จากนั้นโดยสารรถไฟฟ้าจากสถานีราชเทวี ไปสถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อสำรวจย่านศูนย์กลางทางแพทย์ของกรุงเทพฯ ซึ่งมีสถานพยาบาลมากถึง 15 แห่ง ระหว่างโดยสารรถไฟฟ้า นายชัชชาติได้สำรวจสภาพการจราจรที่สถานีรถไฟฟ้าพญาไท พบปัญหาการจราจรติดขัดที่แยกพญาไทกับแยกศรีอยุธยา สืบเนื่องจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่

นายชัชชาติ กล่าวว่า เขตราชเทวีเป็นย่านพานิชยกรรม และย่านที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯชั้นใน ที่มีผู้คนอาศัยอย่างหนาแน่น มีศักยภาพด้านการเดินทาง เนื่องจากมีรถไฟฟ้าและคลองแสนแสบ

นอกจากนี้ ยังมีย่านแหล่งการแพทย์ที่หนาแน่นที่สุดในประเทศไทยบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และย่านวัฒนธรรมมุสลิมบริเวณซอยเพชรบุรี 7 ที่ก่อให้เกิดการจ้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับเมืองได้
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจปัญหาในพื้นที่ผ่านแอปพลิเคชันทราฟฟีฟองดู ร่วมกับการสำรวจของกลุ่มอาสาเมืองเขตราชเทวี จำนวน 77 คน พบว่า ยังพบปัญหาหลายข้อ ได้แก่ ปัญหาทางเท้าแคบ ชำรุด มีสิ่งกีดขวาง ไฟฟ้าส่องสว่างไม่ทั่วถึง การจราจรติดขัด ถนนชำรุด น้ำคลองแสนแสบเน่าเสีย ปัญหามลพิษทางอากาศ และขาดพื้นที่สาธารณะ

พร้อมทั้งเสนอนโยบายเขตราชเทวี ครอบคลุมทั้งประเด็นสาธารณสุข ความปลอดภัย พื้นที่สาธารณะ และการเดินทางเชื่อมต่อ อาทิ เพิ่มศูนย์บริการสาธารณสุข และเพิ่มศักยภาพศูนย์ฯเดิม โดยดึงเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม, เปิดรั้วสถานที่ราชการให้ประชาชนเข้าไปใช้งานพื้นที่สีเขียว ทำระบบแชร์ พาร์กกิง (Shared Parking) แก้ปัญหาการจอดรถริมทาง เพื่อให้รถฉุกเฉิกใช้ถนนได้คล่องตัว, ตรวจเช็คหัวดับเพลิงสม่ำเสมอและกำหนดจุดรวมพลสำหรับเหตุเพลิงไหม้ และ พัฒนาที่หยุดรถพญาไท ตลอดจน จุดเชื่อมต่อการสัญจรให้สะดวกสบาย
นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายระดับเขตสำคัญยิ่งต่อการพัฒนากทม. และนโยบายเขตราชเทวีที่ได้นำเสนอ ล้วนมาจากเสียงสะท้อนของผู้อาศัยในพื้นที่ ในฐานะผู้รู้และอยู่ใกล้ชิดปัญหาดีที่สุด
นอกจากนี้ ยังมีกำหนดเปิด สภากาแฟ เพื่อนชัชชาติ ในวันที่ 25 ม.ค.65 ตั้งเป้ากระจายในพื้นที่อย่างน้อย 50 เขตทั่ว กทม. เพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์มรับฟังความคิดเห็น และจัดทำนโยบายรายเขตจากกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้คนอย่างแท้จริง.



