สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ว่าหากคุณมีโอกาสเดินทางเยือนพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑลส่านซี ก็จะได้ชมโบราณวัตถุชิ้นหนึ่ง ซึ่งชาวจีนเรียกกันว่า “ตู้หู่ฝู่” (杜虎符) หรือ “ตราอาญาสิทธิ์รูปพยัคฆ์” ประเภทหนึ่ง โดยเสือตัวเล็ก ๆ ที่คุณเห็นในภาพนี้คือ สัญลักษณ์ของอำนาจทางทหาร ที่ถูกใช้เป็นเครื่องแสดงหลักฐานในการเคลื่อนพลของชาวฉิน ในยุครณรัฐ หรือ จ้านกว๋อ (475-221 ปีก่อนคริสต์ศักราช) หรือเมื่อ 2,000 กว่าปีก่อน


ช่วงทศวรรษ 1970 ชาวนาจีนคนหนึ่งในพื้นที่ตอนใต้ของนครซีอัน บังเอิญพบตราพยัคฆ์นี้ในทุ่งนา ก่อนที่เขาจะพบในหลายปีถัดมา ว่า บนตัวพยัคฆ์มีอักขระสีทอง จึงทำการส่งมอบให้ทางการ


ตราพยัคฆ์นี้เป็นเสมือนใบรับรอง เพื่อยืนยันคำสั่งการจัดสรรหรือเคลื่อนกำลังพล โดยตัวพยัคฆ์แบ่งออกเป็นส่วนซ้ายและส่วนขวา ส่วนขวาจะถูกเก็บรักษาไว้โดยกษัตริย์ผู้ครองแคว้น ขณะที่ส่วนซ้ายจะมอบให้แก่แม่ทัพ ซึ่งก่อนการระดมกำลังทหารนั้นจะต้องนำตราพยัคฆ์ส่วนซ้ายและส่วนขวามาประกบดูก่อนว่าตรงกันหรือไม่


ตราพยัคฆ์ชิ้นนี้ยาว 9.5 เซนติเมตร สูง 4.4 เซนติเมตร อยู่ในท่าเดิน เชิดหัว ม้วนหาง ด้านหลังมีร่องสำหรับประกบ และมีรูเล็ก ๆ รูหนึ่งที่บริเวณคอ บนลำตัวมีอักษรสีทอง 40 ตัวรวม 9 บรรทัด


อักษรเหล่านี้บ่งชี้ว่า ตราดังกล่าวถูกใช้งานโดยแม่ทัพในพื้นที่ที่เรียกว่าตู้ตี้ ในสมัยฉิน จึงเป็นที่มาของชื่อ “ตู้หู่ฝู่” โดยแม่ทัพจะเป็นผู้ถือส่วนซ้ายเอาไว้ ขณะที่ผู้ครองแคว้นถือส่วนขวา และอักษรยังเขียนว่า หากต้องการเคลื่อนพลทหารมากกว่า 50 นาย จำเป็นต้องได้รับการยืนยันว่า พยัคฆ์ทั้งสองส่วนสอดคล้องกัน เว้นแต่จะเกิดเหตุฉุกเฉิน


นอกจากนี้ ยังเป็นไปได้ว่าตรานี้อาจเกี่ยวโยงกับคำว่า “符合” (ฝู่เหอ-แปลตรงตัวว่าตราประกบกัน) คำศัพท์จีนที่ใช้ทั่วไปในปัจจุบันซึ่งมีความหมายว่า “ตรงกัน” “สอดคล้องกัน” อีกด้วย.

เฮ่อต๋าซิน ผู้อำนวยการฝ่ายงานบริหารโบราณวัตถุของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ส่านซี กล่าวว่าการใช้ตราทางทหารเพื่อเป็นเครื่องยืนยันการเคลื่อนพลทหารนั้นมีมาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์จีน และมีเรื่องราวที่เล่าขานกันทั่วไป เช่นเรื่องของ ซิ่นหลิงจวิน อนุชาเจ้าแคว้นเว่ย ที่ขโมยตราพยัคฆ์เพื่อช่วยรัฐจ้าว นอกจากนี้ ตู้หู่ฝู่ของพิพิธภัณฑ์ฯ ยังถือเป็นตราทหารสมัยโบราณที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยพบจวบจนถึงปัจจุบัน

เฮ่อกล่าวว่าการตีความอักษรบนตัวพยัคฆ์ ชี้ให้เห็นว่าในสมัยรณรัฐนั้นกำหนดให้ฝั่งขวามีศักดิ์สูงกว่าฝั่งซ้าย และบ่งชี้ว่า รัฐฉินในขณะนั้นมีอำนาจทางทหารค่อนข้างสูง

การใช้ตราสัญลักษณ์รูปสัตว์ ไม่ได้พบแค่ในกิจการทหารเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นบัตรประจำตัวหรือใบรับรองการเข้า-ออกในเวลาต่อมา และนอกจากตราพยัคฆ์แล้วก็ยังมีตรามัจฉา และตรารูปเต่าอีกด้วย

เมื่อไม่นานนี้ นักโบราณคดีในส่านซีได้ค้นพบหลุมฝังศพประจำตระกูล ขุนนางสมัยราชวงศ์ถังในเมืองเสียนหยาง โดยพบว่าในหลุมศพของขุนนางรายนี้ผู้มีนามว่า หยางเฉวียนเจี๋ย ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของจักรพรรดินีบูเช็กเทียน มีตรามัจฉา ซึ่งใช้สำหรับเข้าออกวังหลวง ซึ่งนับว่า พบได้ยากมากเช่นกัน

นอกเหนือจากคุณค่าด้านการศึกษาประวัติศาสตร์ ตราพยัคฆ์นี้ยังมีคุณค่าทางด้านวิจิตรศิลป์ เพราะความประณีตของมันบ่งชี้ถึงความก้าวหน้าด้านการผลิตโลหะ ในช่วงปลายยุครณรัฐ ตลอดจนกรรมวิธีที่เรียกว่า “ชั่วจิน” หรือการแกะสลักร่องบนพื้นผิววัตถุก่อนปิดทองและขัดให้มันวาว

ปัจจุบัน ตราพยัคฆ์ซึ่งเคยเป็นตัวแทนของอำนาจของราชสำนัก และผู้นำกองทัพ ได้แปรเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่ทั้งสร้างสรรค์และมีลูกเล่นสนุก ๆ มากมายถูกใจคนหนุ่มสาว เช่น บิสกิตตราพยัคฆ์ ที่คั่นหนังสือตราพยัคฆ์.

ข้อมูล : XINHUA