สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของฟิลิปปินส์ ทั้ง 10 คน พร้อมผู้สมัครคู่ในตำแหน่งรองประธานาธิบดี เริ่มแคมเปญหาเสียงอย่างเป็นทางการ เมื่อวันอังคาร โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งอนุญาตให้หาเสียงได้ จนถึงวันที่ 7 พ.ค. นี้


ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์เตรียมจัดการเลือกตั้งแห่งชาติ ในวันที่ 9 พ.ค. นี้ เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ทั้ง 316 ที่นั่ง วุฒิสมาชิก 12 คน และการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นตั้งแต่ระดับจังหวัดลงไปจนถึงระดับเทศบาล รวมหลายหมื่นที่นั่ง ร่วมด้วยการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิดีและรองประธานาธิบดี ซึ่งเป็นสองตำแหน่งที่ทุกฝ่ายทั้งในและต่างประเทศให้ความสนใจมากที่สุด

ซารา ดูเตร์เต


ผู้ชนะจะรับตำแหน่งต่อจากประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต และรองประธานาธิบดีเลนี โรเบรโด ซึ่งไม่สามารถลงสมัครได้อีก ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดวาระของประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีคนละสมัยเดียว และนานสูงสุด 6 ปี


อย่างไรก็ตาม โรเบรโดลงสมัครอีกครั้ง ด้วยการชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดี ขณะที่บรรยากาศของการหาเสียงในภาพรวม ยังคงเน้นการรักษาระยะห่าง และลดการรวมตัวของประชาชนให้มากที่สุด เนื่องจากยังอยู่ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

แมนนี ปาเกียว ซึ่งลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ลงพื้นที่ในกรุงมะนิลา
นางเลนี โรเบรโด รองประธานาธิบดีคนปัจจุบัน


สำหรับผู้สมัครตัวเก็งในตำแหน่งประธานาธิบดี คือนายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ บุตรชายของอดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ผู้ล่วงลับ และนางอีเมลดา มาร์กอส โดยมาร์กอส จูเนียร์ หรือ “บองบอง” ยืนยันการเรียกคืนความเชื่อมั่น และลบล้าง “ประวัติศาสตร์ที่บิดเบือน” เกี่ยวกับบิดา และจับคู่ลงสมัครกับ น.ส.ซารา ดูเตร์เต-คาร์ปิโอ บุตรสาวของผู้นำฟิลิปปินส์คนปัจจุบัน


ทว่ารายงานของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่มาร์กอสปกครองฟิลิปปินส์ ระหว่างเดือน ธ.ค. 2508 จนถึงเดือน ก.พ. 2529 มีการทุจริตระหว่าง 5,000-10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 164,947.50-329,895 ล้านบาท) และในเวลาเดียวกันมีผู้เสียชีวิตจาก “การประหารชีวิตแบบรวบรัด” หมายถึง ไม่มีโอกาสเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแบบปกติ การทรมาน และการบังคับให้สูญหาย.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES