ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์คุราชิกิ ร่วมกับนักวิจัยคนอื่น ๆ เปิดโครงการวิเคราะห์และวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับซาก ‘มัมมี่เงือก’ ที่มีอายุราว 300 ปี โดยมีแผนที่จะประกาศผลการวิจัยภายในฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้
มัมมี่เงือกในโครงการดังกล่าวมีลักษณะเป็นครึ่งคนครึ่งปลา มีความยาวราว 12 นิ้ว เดิมถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีไว้เพื่อกราบไหว้บูชาในวัดเอนจูอินของเมืองอาซะคุจิ
เมื่อวันที่ 2 ก.พ. หลวงพ่อโคเซน คุอิดะ แห่งวัดเอนจูอินได้นำมัมมี่ เงือกซึ่งได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดีในกล่องไม้มาให้ทีมงานเพื่อนำเข้าอุโมงค์ซีทีสแกนในโรงพยาบาลสัตว์ประจำมหาวิทยาลัยคุราชิกิ
ใบหน้าของมัมมี่เงือกอยู่ในลักษณะเหมือนคนกำลังกรีดร้อง โดยสองมือของมันอยู่ในท่าคล้ายคนกำลังพยายามปิดปากตัวเอง มัมมี่ตัวนี้มีทั้งเส้นผมและฟัน รวมถึงเล็บและเกล็ดจากท่อนล่างซึ่งมีลักษณะเหมือนหางปลา
ภายในกล่องบรรจุมัมมี่จะมีจดหมายแนบไว้ด้วย โดยระบุว่าซากมัมมี่แห้งกรังตัวนี้เป็นสัตว์ที่โดนจับได้โดยติดอยู่ในอวนจับปลาบริเวณชายฝั่งจังหวัดโตซะ (ปัจจุบันคือจังหวัดโคชิ) ราวปี 2279-2284

ตระกูลโคจิมะซึ่งอาศัยอยู่ในจังหวะบิงโง-ฟุคุยามะ เป็นผู้ซื้อมัมมี่ตัวนี้มา ก่อนที่จะโดนเปลี่ยนมือไปยังเจ้าของอีกหลายคนหลังจากการเปลี่ยนยุคเมจิ (ราวปี 2411-2464) อย่างไรก็ตาม การที่ซากมัมมี้นี้ตกมาอยู่ในครอบครองของวันเอนจูอินได้อย่างไรนั้น ยังคงเป็นปริศนา
เมื่อ 40 ปีก่อน ซากมัมมี่เงือกถูกจัดแสดงไว้ในโลงแก้ว เพื่อให้สาธารณชนได้เข้าชม แต่ปัจจุบันได้นำมาเก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยเพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพ
ฮิโรชิ คิโนชิตะ สมาชิกของชุมนุมเรื่องเล่าพื้นบ้านแห่งโอคายามะเป็นผู้ริเริ่มโครงการนี้หลังจากได้พบภาพถ่ายของมัมมี่เงือกโดยบังเอิญ ระหว่างที่เขาได้อ่านเอกสารของคิโยอากิ ซาโต นักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติผู้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 2541 ซึ่งเชื่อกันว่าเขาเป็นคนแรกที่เขียนสารานุกรมเรื่องปิศาจและสิ่งเหนือธรรมชาติจากนิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่น
หลังจากสืบพบว่ามัมมี่เงือกอยู่ที่วัดเอนจูอิน คิโนชิตะ ก็ติดต่อเจ้าหน้าที่ของวัดและมหาวิทยาลัยเพื่อเริ่มโครงการค้นคว้าดังกล่าว
ในญี่ปุ่นมีการบูชามัมมี่เงือกหลายแห่ง เช่น ที่ภูเขาโคยะซังในจังหวัดวากายามะ และบนเกาะอามามิ-โอชิมะ จังหวัดคาโงชิมะ ซึ่งมัมมี่จาก 1 ใน 2 แห่งนี้มีท่อนบนเป็นลิงและท่อนล่างเป็นปลาแซลมอน
ศาสตราจารย์ทากาฟุมิ คาโต ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบรรพชีวินวิทยา จะเป็นผู้รับผิดชอบการวิเคราะห์รูปแบบและโครงสร้างของร่างท่อนบนของมัมมี่เงือกแห่งวัดเอนจูอิน รวมถึงกระบวนการเก็บรักษาร่างมัมมี่
ส่วนท่อนล่างของมัมมี่จะมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านอณูชีววิทยาเป็นผู้วิเคราะห์ดีเอ็นเอของมัมมี่ ขณะที่คิโนชิตะเป็นผู้สืบค้นในแง่ของความเชื่อมโยงในตำนาน
คิโนชิตะไม่เชื่อว่านี่คือเงือกจริง ๆ เขาคิดว่าเป็นผลงานที่สร้างขึ้นเพื่อขายให้ชาวต่างชาติหรือชาวยุโรปในยุคเอโดะ ซึ่งอยู่ระหว่างปี 2146-2410
ในญี่ปุ่นมีตำนานเก่าแก่ที่เล่ากันว่า เนื้อของเงือกมีฤทธิ์ในการรักษาโรคและผู้ที่ได้กินเนื้อเงือกจะเป็นอมตะ อย่างไรก็ตาม เงือกตามตำนานญี่ปุ่นหรือ ‘นิงเกียว’ ไม่ได้รูปร่างท่อนบนเป็นสาวสวย หากมีลักษณะเหมือนลิงที่มีฟันแหลมคมเหมือนปลาและมีเกล็ดสีทองปกคลุมทั่วร่างกาย
แหล่งข่าว : Asahi Shimbun, NYPost.com
เครดิตภาพ : Timesnownews.com
เครดิตคลิป : Youtube/人魚のミイラ、科学的分析へ



