ประเทศไทยกำลังจะมีกฎหมายที่ใช้ดูแลการทำธุรกิจของแพลตฟอร์มดิจิทัล ในไทย หลังจาก สำนักงาน พัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ เอ็ตด้า หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแล ของกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เร่งผลักดันอย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญ
ตอนนี้ กฎหมายนี้อยู่ในขั้นตอนไหน? จะมีผลบังคับใช้อย่างไร!! วันนี้มีคำตอบจาก “ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์” ผู้อำนวยการ เอ็ตด้า ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้
เหตุผลการออกกฎหมาย
ดร.ชัยชนะ บอกว่า การเสนอกฎหมายฉบับนี้ เพื่อตอบโจทย์ประชาชน หรือภาคธุรกิจ จากปัจจุบัน ที่มีอาชญากรรมทางออนไลน์ ถูกหลอกถูกฉ้อโกง มีการทำธุรกิจ หรือธุรกรรมแล้วไม่เป็นไปตามข้อตกลง ซึ่งที่ผ่านมาได้รับเรื่องร้องเรียนทางออนไลน์ในปี 64 ที่ผ่านมากสูงถึง 5 หมื่นครั้ง เป็นเรื่องการซื้อขายออนไลน์กว่า 3 หมื่นครั้ง ซึ่งธุรกรรมที่มีปัญหาส่วนหนึ่งเกิดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่มีทั้งผู้ให้บริการอยู่ในไทย และต่างประเทศ ซึ่งพบปัญหาในการติดต่อประสานงาน หรือเงื่อนไขในการให้บริการ
ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายดูแล หรือมีมาตรฐานกลางในเรื่องนี้ เอ็ตด้าจึงเสนอว่าประเทศไทย ควรมีกฎหมายเพื่อเป็นกลไกลในการทำงานเรื่องดิจิทัลแพลตฟอร์ม จึงไปดูกฎหมายของประเทศต่างๆทั่วโลก พบว่า กฎหมายที่มีแนวคิดใกล้เคียงกับการทำงานของไทย คือ กฎหมายของยุโรป และญี่ปุ่น จึงนำมาเป็นแนวทางและหลักการ ปรับใช้กับประเทศไทย ในการกำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล

คาดมีผลบังคับใช้ต้นปี 66
หลังได้รับความเห็นจากทุกภาคส่วน ได้มีการปรับเนื้อหาของร่าง กม.บางส่วน โดยได้เปลี่ยนชื่อจาก “(ร่าง) พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. …” เป็น “(ร่าง) พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. …”
โดยตอนนี้ อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะอีกครั้ง ถึง 25 มี.ค.65 นี้ หลังที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบเกี่ยวกับเนื้อหาในหลักการของร่างกฎหมายแล้ว และส่งให้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาวาระ 1 ไปแล้ว
โดยจะมีการรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากสาธารณะ เพื่อปรับปรุงให้มีความเป็นธรรม โปร่งใส ไม่ทำให้เป็นภาระของผู้ประกอบการจนเกินไป จากนั้นจะนำเสนอให้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาวาระ 2 และคาดว่าจะนำเสนอให้ ครม.เห็นชอบได้ในช่วงเดือน พ.ค.นี้ จากนั้นจะนำขึ้นทูลเกล้าถวายให้ลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ใน 240 วัน ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงต้นปี 66
บังคับใช้กับใครบ้าง?
ดร.ชัยชนะ บอกว่า ที่ผ่านมาได้มีการปรับเนื้อหาของร่าง ก.ม.บางส่วน พร้อมกำหนดบริการแพลตฟอร์มที่เข้าข่ายต้องปฏิบัติตามกฎหมายนี้โดยแพลตฟอร์มดิจิทัลทั้งหมดจะอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ ยกเว้นแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เช่น อีเพย์เม้นท์ ฯลฯ และแพลตฟอร์มของราชการ ที่ไม่ได้ดำเนินการเพื่อแสวงหาผลกำไร เช่น แพลตฟอร์มยื่นภาษี ฯลฯ

ดร.ชัยชนะ บอกต่อว่า เนื้อหากฎหมายได้ แบ่งแพลตฟอร์มที่ต้องจดแจ้งให้ทราบก่อนประกอบธุรกิจ 3 กลุ่ม คือ 1.ธุรกิจแพลตฟอร์มรายย่อย ที่เป็นบุคคลธรรมดาที่มีผู้ใช้งานไม่เกิน 5,000 รายต่อเดือน และมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี หรือเป็นนิติบุคคลรายได้ไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อปี แค่จดแจ้งอย่าย่อ เช่น ชื่อที่อยู่ติดต่อ ชื่อแพลตฟอร์มเท่านั้น จากนั้นก็แจ้งอัพเดทข้อมูลแต่ละปี เช่น มีรายได้ก่อนหลักภาษีเท่าไหร่ ฯลฯ
2.แพลตฟอร์มที่มีขนาดใหญ่ หรือแพลตฟอร์มเฉพาะที่มีความเสี่ยงสูง โดยมีผู้ใช้งานจำนวนมากเกิน 7 ล้านคนต่อเดือน หรือเกิน 10% ของประชากรไทย หรือมีรายได้เกิน 300 ล้านบาท จะมีหน้าที่เพิ่มเติม คือมีการประเมินความเสี่ยง มีการักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบ การตรวจสอบโดยผู้ตรวจ ประเมินภายนอก มีแผนบริหารจัดการความเสี่ยง รายงานผู้ใช้งาน และการร้องเรียน แจ้งมาตราการบรรเทาผลกระทบ
และ 3.แแพลตฟอร์ม อีมาร์เก็ตเพลส และ เสิร์ชเอนจิน จากต่างประเทศ มีหน้าที่เพิ่มเติม คือ ต้องมีผู้ประสานงานในไทย ต้องแสดงเงื่อนไขการให้บริการ การจัดอันดับ การรีวิว การเข้าถึงและใช้งานข้อมูล ช่องทางแจ้งข้อร้องเรียน และกระบวนการแก้ไขปัญหา และเมื่อเลิกประกอบกิจการต้องมีการแจ้งล่วงหน้า 120 วันและมีแผนเยียวยาผู้ใช้งานที่ได้รับกระทบอย่างไร ฯลฯ สำหรับในส่วน พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ใช้แพลตฟอร์ม ไม่เข้าข่ายต้องจดแจ้ง เป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม
นอกจากนี้หากแพลตฟอร์มใดๆ มีการแจ้งข้อมูลกับหน่วยงานรัฐอื่นๆแล้ว เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก็ไม่ต้องมาจดแจ้งอีก โดยเอ็ตต้าจะมีการประสานขอข้อมูลกับหน่วยงานนั้นๆ เพื่อลดภาระแก่ผู้ประกอบการ
ตั้งคณะกรรมการร่วม
ทั้งนี้จะมีการตั้งคณะทำงานร่วม โดยมีปลัดกระทรวงดีอีเอส และปลัดกระทรวงพาณิชย์ และปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมตัวแทนของหน่วยงานรัฐและเอกชน เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาองค์กรของผู้บริโภค ฯลฯ เพื่อทำหน้าที่ในการดูแลแพลตฟอร์ม เนื่องจากบางแพลฟอร์ม ให้บริการในหลายเซ็กเตอร์ จึงใช้กลไกของคณะกรรมการร่วมเข้ามาดูแลอำนาจหน้าที่ที่แพลตฟอร์มต้องปฏิบัติ
ในกรณีที่แพลตฟอร์มไม่มาแจ้งจดประกอบกิจการ หรือแจ้งไม่ครบ แล้วถูกคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ สามารถที่จะอุธรณ์กับคณะกรรมการร่วมได้ เพื่อให้โปร่งใสมากขึ้น

อย่างไรก็ตามทาง ผอ.เอ็ตด้า ยอมรับว่าในการบังคับใช้กฎหมายลักษณะนี้ เป็นปัญหาในทั่วโลก โดยมักพบว่าผู้ประกอบการไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งในไทยหากแพลตฟอร์มดิจิทัลไม่ปฏิบัติตามถือว่าผิดกฎหมาย ก็จะมีการห้ามไม่ให้บริการในไทย และใช้กลไกของคณะกรรมการร่วม ที่จะใช้กฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ในการสั่งยับยั้งการให้บริการได้ ซึ่งต้องดูว่าบริการนั้นๆ เข้าเงื่อนไขของกฎหมายหรือไม่ ซึ่งหากเป็นแพลตฟอร์มจากต่างประเทศอาจใช้วิธีการติดต่อกับสถานทูต ฯลฯ
ย้ำดูแลผลประโยชน์ผู้ใช้
สำหรับในประเด็นที่หลายฝ่ายหรือนักกฎหมายบางส่วนมองว่า กฎหมายนี้เป็นการควบคุมมากว่าการส่งเสริม ให้ประกอบธุรกิจนั้น และเอ็ตด้ามีอำนาจในการควบคุมดูแลหรือไม่นั้น ทาง ผอ.เอ็ตด้า บอกว่า พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นกฎหมายแม่ ให้อำนาจคณะกรรมกธุรกรรมฯ ในการกำกับดูแลใน 3 ระดับ คือ การจดแจ้ง การขึ้นทะเบียน และการให้อนุญาต ซึ่งได้เลือกใช้อำนาจในระดับต่ำสุด ตือการจดแจ้ง ว่าใครเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน มีบริการอะไรบ้าง ผู้ใช้งานคนไทยกี่ราย มีรายได้จากประเทศไทยเท่าไร ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐาน ไม่ใช่ข้อมูลความลับทางการค้า และเป็นข้อมูลที่หลายหน่วยงานเผยแพร่อยู่แล้ว เช่น งบการเงิน ฯลฯ จึงไม่ได้ถือเป็นภาระมากมายเกินไป
อย่างไรก็ตามเมื่อกฎหมายประกาศใช้แล้วคาดหวังอย่างไรนั้น ทางผู้บริหารเอ็ตด้า บอกว่า จะมีข้อมูลเกี่ยวกับแพลตฟอร์มมากขึ้น เข้าใจการทำงานของแพลตฟอร์ม เห็นความเสี่ยงต่อ ผู้ใช้งานและ วิเคราะห์ความเสี่ยงได้ดีขึ้น มีความโปร่งใส และเป็นธรรมนำไปสู่การดูแลผลประโยชน์ของผู้ใช้งานแพลตฟอร์มได้ดีขึ้น.
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



