นายนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ไลน์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ปี 64 ต่อเนื่องมาถึงปี 65 ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตและวิธีในการดำเนินธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป และกลายเป็นพฤติกรรมกระแสหลักไปแล้ว ทั้งการทำงานจากบ้าน (Work From Home) การใช้บริการส่งของหรือส่งอาหาร (Delivery) และยังรวมไปถึงพฤติกรรมใหม่ที่น่าจับตามองในระบบเศรษฐกิจในโลกใหม่ อย่างเช่น การหารายได้ในรูปแบบสกุลเงินดิจิทัล (Play to Earn)
นอกจากนั้น ยังมีการเปลี่ยนแปลงที่คาดการณ์ไม่ได้และกำลังเกิดขึ้นอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การกลับมาระบาดของโควิด-19 ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจ ไลน์ ในฐานะแพลตฟอร์มดิจิทัลชั้นนำ จึงพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการส่งเสริมและช่วยให้ผู้ประกอบการไทยก้าวผ่านสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ที่ใช้ดิจิทัลขับเคลื่อน และเตรียมตัวได้ทันสำหรับเทคโนโลยีใหม่ที่จะเกิดขั้นในอนาคต
ทั้งนี้ ในปี 64 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเติบโตในเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นอย่างมาก ดัชนีชี้วัดของการใช้งานบริการดิจิทัลผ่าน LINE API ที่เติบโตขึ้นถึง 47% จาก 4.6 หมื่นล้านการดำเนินการในปี 63 สู่ 6.9 หมื่นล้านการดำเนินการในปี 64 สะท้อนให้เห็นถึงภาคธุรกิจที่ปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัลโดยมี ไลน์ เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการขับเคลื่อน โดยธุรกิจกลุ่มสถาบันการเงินยังคงเป็นผู้นำในการใช้งาน LINE API ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างครบครันมากที่สุด ส่วนกลุ่มธุรกิจสินค้าหรู ถือเป็นธุรกิจกลุ่มใหม่ที่มีการบริโภคภายในประเทศสูงขึ้นเป็นอย่างมาก จากการบ่งชี้ของมูลค่าเงินลงทุนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดบน LINE for Business ถึง 200% ในช่วงปี 62-64
นอกจากนี้ พฤติกรรมผู้บริโภคในการซื้อของออนไลน์กลายเป็นพฤติกรรมกระแสหลัก กลุ่มธุรกิจสินค้า Luxury จึงสามารถจับกระแสและสร้างการเติบโตต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน กลุ่มภาครัฐและบริการสาธารณะ กลายเป็นกลุ่มที่เติบโตทางด้านดิจิทัลมากที่สุดในปี 64 ด้วยยอดการทำรายการดิจิทัลผ่าน LINE API เติบโตถึง 482% เมื่อเทียบกับปี 63 ตามมาด้วยกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ท่องเที่ยว และค้าปลีก ที่ล้วนมียอดการเติบโตของการใช้งานผ่าน LINE API มากกว่า 100% ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างชัดเจนว่า LINE มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทย และการเข้าถึงการบริการดิจิทัลของคนไทยทั้งประเทศ ในปีที่ผ่านมา

นายนรสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับในปี 65 ทาง LINE ยังคงมุ่งเป็นแพลตฟอร์มหลักสำหรับธุรกิจในการปรับตัวสู่ดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกลุ่มธุรกิจไทย พร้อมเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์ม และสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถให้กับธุรกิจทั้งเล็กและใหญ่ เพื่อให้ธุรกิจไทยมีความสามารถในการแข่งขันเทียบเท่ากับแบรนด์ในระดับสากล
ล่าสุดปีนี้ ได้พัฒนาโซลูชั่นใหม่ล่าสุดภายใต้ชื่อ Business Manager โซลูชั่นบริหารจัดการข้อมูลอย่างง่าย เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่ไม่ได้ต้องการการบริหารงานข้อมูลที่ซับซ้อน โดยจะเน้นไปที่การบริหารจัดการข้อมูลที่เกิดขึ้นโดยตรงบนแพลตฟอร์ม LINE ระหว่าง LINE Official Account และ LINE Ads Platform เพื่อให้แบรนด์สามารถนำมาวิเคราะห์ นำเสนอสินค้าบริการที่โดนใจลูกค้า นำไปสู่ความมีประสิทธิภาพและต้นทุนที่ต่ำลงในการปิดการขาย และเป็นตัวช่วยสำคัญทำให้กลุ่มธุรกิจในไทยทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เข้าถึง และใช้งานดาต้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และนโยบายความเป็นส่วนตัว ที่กำลังส่งผลต่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเชิงการตลาดต่อองค์กรธุรกิจทั่วโลก
นอกจากนั้น ในปี 65-66 จะเตรียมความพร้อมเพื่อเดินหน้าเข้าสู่ธุรกิจโลกใหม่ ผ่านการพัฒนาโซลูชั่นสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับ NFT (Non-fungible Token) โดยตั้งเป้าที่จะเป็นแพลตฟอร์มที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานให้กับองค์กรธุรกิจไทยที่จะเดินหน้าสู่การทำการตลาดด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้งในด้านการจัดหาครีเอเตอร์ให้กับแบรนด์ และเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ในการใช้งาน NFT เพื่อธุรกิจ (NFT for Business) ด้วยการร่วมมือกับ LINE Consumer Business ที่เพิ่งประกาศทิศทางในการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรม NFT อย่างเต็มรูปแบบ



