สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 15 เม.ย. ว่าสำนักงานตำรวจอิสราเอลรายงาน การส่งเจ้าหน้าที่จำนวนมาก เข้าไปปฏิบัติการภายในมัสยิดอัล-อักซอ ตั้งอยู่ที่เขตเมืองเก่า ทางตะวันออกของนครเยรูซาเลม เมื่อวันศุกร์ โดยฝ่ายความมั่นคงของอิสราเอลกล่าวว่า “เพื่อตอบโต้” ต่อการที่กลุ่มชาวปาเลสไตน์ขว้างปาปะทัดและก้อนหินเข้าใส่เจ้าหน้าที่ และยังลามไปถึงสุเหร่ายิวแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับกำแพงตะวันตก ในเขตเมืองเก่าของนครศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
Dozens of masked men carrying Hamas and PA flags marched into Al-Aqsa mosque in the early morning hours, chanting inciting messages and setting off fireworks.
— Israel Foreign Ministry (@IsraelMFA) April 15, 2022
The crowd collected stones and large rocks, which were then hurled in the direction of the Mugrabi Gate. (1/3) pic.twitter.com/pmX1t5y0X2
The State of Israel will take all necessary action in order to ensure freedom of worship, and will not tolerate violence aimed at thwarting religious freedom. (3/3)
— Israel Foreign Ministry (@IsraelMFA) April 15, 2022
ด้านกระทรวงสาธารณสุขของปาเลสไตน์รายงานว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 152 คน จากการปะทะดังกล่าว ขณะที่ตำรวจอิสราเอลรายงานการจับกุม “ผู้ก่อความไม่สงบ” ที่เป็นชาวปาเลสไตน์ ได้มากกว่า 300 คน
ทั้งนี้ บรรยากาศในนครเยรูซาเลม และเมืองใหญ่อีกหลายแห่งของอิสราเอล ทวีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา หรือเพียงไม่กี่วันก่อนเข้าสู่เดือนรอมฎอน โดยเกิดเหตุโจมตีชาวอิสราเอลหลายระลอก ผู้เสียชีวิตรวมอย่างน้อย 14 ราย ส่วนผู้ก่อเหตุมีทั้งชาวปาเลสไตน์ และชาวอิสราเอลเชื้อสายอาหรับ
Watch: Clashes between Israeli police and Palestinians at the #alAqsaMosque, a major holy site in #Jerusalem, have wounded at least 59 Palestinians.https://t.co/LoBZlQ6KXa pic.twitter.com/qhzAQLCnhI
— Al Arabiya English (@AlArabiya_Eng) April 15, 2022
ขณะที่ นายกรัฐมนตรีนาฟตาลี เบนเนตต์ ประกาศว่า หน่วยงานความมั่นคงทุกแห่งในอิสราเอล “มีอำนาจและอิสระอย่างเต็มที่” เพื่อป้องปรามและยับยั้งการเกิดเหตุรุนแรงในอนาคต ซึ่งเป้าหมายของปฏิบัติการด้านความมั่นคงโดยเจ้าหน้าที่ของอิสราเอลในรอบนี้ มุ่งเน้นไปที่เมืองเจนิน ในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของค่ายผู้ลี้ภัยขนาดใหญ่ และวิสามัญ “ผู้ต้องสงสัยหัวรุนแรง” ไปแล้วเกือบ 10 ราย.
เครดิตภาพ : REUTERS






