เดิมวันที่ 3 ก.ย.นี้ จะครบอายุความ ข้อหาเสพยาเสพติด (โคเคน) หากเป็นไปตามอายุความเดิม 10 ปี แต่เพราะยกเครื่องกฎหมายยาเสพติดใหม่ โทษ “เสพ” ลดลง ส่งผลให้ข้อหาดังกล่าวเหลืออายุความแค่ 5 ปี ตามกฎหมาย ณ วันนื้จึงถือว่าขาดอายุความไปแล้ว

ในวันครบ 10 ปี จึงชัดเจนว่าเหลือเพียง “ข้อหาสุดท้าย” ที่ยังสามารถนำตัวกลับมาดำเนินคดีได้ ภายใต้เงื่อนไขต้องได้ตัวมาภายในวันที่ 3 ก.ย.70 หรืออีก 5 ปีนับจากนี้

หากพ้นอายุความนี้ ถือว่าพ้นคดีโดยปริยาย เพราะแม้จะถูกสั่งฟ้องถึง 5 ข้อหา แต่ถ้าขาดอายุความก่อนได้ตัวกลับมาก็ไร้ประโยชน์

“5 ข้อหา” ที่มีการสั่งฟ้องและสถานะในปัจจุบัน ได้แก่

-ข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด (อายุความ 1 ปี-ขาดอายุความ)

-ข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย (อายุความ 1 ปี-ขาดอายุความ)

-ข้อหาขับรถชนแล้วไม่หยุดให้ความช่วยเหลือ ไม่แจ้งเจ้าพนักงาน (อายุความ 5 ปี-ขาดอายุความ)

-ข้อหาเสพยาเสพติด (โคเคน) (อายุความ 5 ปี-ขาดอายุความ)

-ข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (อายุความ 15 ปี)

ย้อนรอย 10 ปี จากคดีอุบัติเหตุกลับถูกจับตามากขึ้นเรื่อย ๆหลังการ “หลบหนี” ไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และความพยายามประวิงเวลาขอความเป็นธรรมมากถึง 14 ครั้ง ตั้งแต่ปี 56 กระทั่งสำเร็จในปี 62 กลายเป็นจุดเริ่มต้น “บาดแผล” กระบวนการยุติธรรมที่สังคมยังติดตาม ทวงถาม ไม่เพียงคดีความต้นเรื่อง…

แต่รวมถึงผลสอบเอาผิดผู้เกี่ยวข้องที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐจากพิรุธส่อ “อุ้มผู้ต้องหา” ด้วยการสร้างพยานหลักฐานเท็จ เปลี่ยนแปลงแก้ไขความเร็วรถ จนอัยการสั่งไม่ฟ้องข้อหาขับรถชนผู้อื่นถึงแก่ความตาย ก่อนกลับลำเป็นสั่งฟ้องในท้ายที่สุด ท่ามกลางข้อสงสัยที่ถาโถมจนต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบที่มาที่ไป

มีการร่วมมือกันอย่างเป็นระบบของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทนายความ พยาน และบุคคลทั่วไป ในการเข้าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการดำเนินคดีจนถึงปัจจุบัน โดยใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ใช้อิทธิพลบังคับ และการสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาให้รอดพ้นจากการถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย…

บทสรุปผลการตรวจสอบคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ชุดที่มี นายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน

นับแต่ผลสอบเมื่อปี 63 มาถึงวันนี้ นอกจากรอคอยการติดตามตัวผู้ต้องหา กระบวนการเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องยังเป็นคำตอบที่สังคมรอคอยเสมอ แต่ดูเหมือนจะมีเพียงหน่วยงานเดียวที่ “ขยับ” ให้เห็นรูปธรรมชัดเจนนั่นคือ ผลสอบวินัยฝั่งอัยการสูงสุด ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้อง 2 ราย คือ นายเนตร  นาคสุข อดีตรองอัยการสูงสุด คณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ลงมติให้ออกจากราชการ ปมใช้ดุลพินิจไม่รอบคอบสั่งไม่ฟ้อง ถือว่าสิ้นสุดในส่วนของวินัย

สำหรับอดีตอัยการอาวุโส อีกรายที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงความเร็วรถยนต์ ถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงและอยู่ระหว่างรอผลสอบออกมาเท่านั้น

ส่วนหน่วยงานที่เหลือทั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สภาทนายความ และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยเฉพาะในส่วน ป.ป.ช.มีผู้ถูกไต่สวน 15 คน ประกอบด้วย พล.ต.อ. 2 คน, พล.ต.ท. 2 คน, พ.ต.อ. 2 คน, พ.ต.ท. 2 คน, พล.อ.ท. 2 คน, อัยการ 2 คน, ทนายความ 1 คน และนักการเมือง 2 คน ดำเนินการโดยองค์คณะ ป.ป.ช.ใหญ่ ไม่ใช่การตั้งอนุกรรมการ 

ตามมาตรา 48 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กำหนดกรอบไต่สวนให้แล้วเสร็จใน 2 ปี นับแต่ปี 63 ถือว่าต้องใกล้แล้วเสร็จเต็มที่ อย่างไรก็ตาม หากไม่ทันกฎหมายยังเปิดช่องขยายเวลาได้อีก 1 ปี ซึ่งต้องลุ้นว่าก่อนครบรอบ 10 ปีคดีนี้ จะมี “เซอร์ไพร้ส์” ผลการไต่สวนออกมาหรือไม่

อีกส่วนที่ถูกจับจ้อง “ตาเขม็ง” คือผลสอบวินัยของ ตร. ที่มีรายชื่อโยงใยตำรวจระดับสูง แต่ยังเงียบกริบ ทั้งที่เคยแถลงชี้แจงผลสอบจะเสร็จสิ้นช่วงเดือน ธ.ค.64 ที่ผ่านมา แต่จนถึงปัจจุบัน คำตอบยังอยู่ในลิ้นชัก ไม่ถูกเปิดออกสู่สังคม.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน

[email protected]