ทำเอาหลายคนอึ้งและตกใจกันอย่างมากมายทันที หลังล่าสุดนักร้องสาวสวย โอปอ AF9 โดดจากโหมดการเป็นนักร้อง ไปสู่การเป็นพิธีกรสายกีฬาและบันเทิง ซึ่งทำเอาแฟนๆ อยากรู้หนักมากว่า ทำไมเธอถึงเลือกเบนเข็มชีวิตไปทางนั้น อะไรคือแรงบันดาลและหนุ่ม ต่อ เมนสแตนด์ ทำไมถึงเลือกเป็นนักข่าวสายกีฬา ซึ่งล่าสุดก็โดดขึ้นเวทีมวย ไปต่อยรายการดังกับนักร้องหนุ่ม นุ๊ก ธนดล อีก

งานนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น yimyim จึงไม่พลาด นัดหนึ่งหนุ่มและหนึ่งสาว มาเคลียร์ประเด็นต่างๆ ในหนึ่งวันของเรากันจ้า ตามมา เรามีเฉลยนะจ๊ะ

ทักทายแฟนๆ สักหน่อย
โอปอ: สวัสดีค่ะ โอปอ นะคะ (ยิ้ม)
ต่อ: ผม ต่อ Mainstand ครับ

ก่อนหน้านี้แต่ละคนทำงานในวงการบันเทิงและร้องเพลงมาก่อนถูกไหม
โอปอ: ก่อนหน้านี้ ประกวดเข้ามาในนามของ AF9 บทบาทตอนนั้นแน่นอนว่า พอเป็นนักร้องได้จับไมค์ร้องเพลง แต่ในระหว่างที่เราเป็น AF ได้รับโอกาสหลายอย่าง เรื่องพิธีกรเข้ามาด้วย เขารู้สึกว่า เราน่าจะมาในเวทีการพูดได้ อาจจะมีงานพูดเยอะกว่าร้องเพลงด้วยซ้ำ พอเราอยู่มาประมาณปี 2 ปี ทรูวิชั่นส์มีเปิดแคสพิธีกรบันเทิงกับกีฬา เราก็ไปแคส ทางกีฬามองว่าคาแรกเตอร์ได้ดูแล้ว การพูดจาฉะฉาน ดูคล่องตัว น่าจะเอามาต่อยอดได้ เข้าไปตอนแรกรู้สึกว่ายากมาก ถ้าเทียบกับร้องเพลงโอเคกว่า อาจจะมีพรสวรรค์บวกกับการเรียนเพิ่มเติมนิดหน่อย แต่กีฬาติดตามนะ แต่ว่าจะดูเป็นเฉพาะทีมที่ชอบ แต่ในความชอบตอนนั้น ย้อนไปเมื่อหลายปีมาแล้ว เราก็เป็นแค่คนที่ชอบดู แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรมากมาย จนเราได้เข้ามาทำแรกๆ ก็ยังไม่ได้คล่อง เพราะว่าเข้ามาอ่านข่าวบอลไทยก่อน แต่ว่าบอลไทยก็ไม่ค่อยได้ติดตาม อ่านชื่อผิดบ้าง แต่โชคดีที่มีรุ่นพี่ที่เขาใจดี คอยเหมือนขัดเกลาคอยให้คำแนะนำ รวมถึงคุณผู้ชมที่ยังเอ็นดูเราอยู่ ให้โอกาสเราทำงานตรงนี้อยู่ เราก็ต้องขยันแล้วก็ตั้งใจเลยรู้สึกว่า ตอนนั้นพยายามที่จะทำการบ้านเยอะขึ้น เพื่อที่จะเข้ารายการกับพี่ๆ รุ่นโตๆ จะได้มีข้อมูลมาพูด มันก็กลายเป็นว่า ความตั้งใจตรงนั้น ทำให้เราได้ซึมซับได้เรียนรู้ไปในตัว แล้วเราก็มีทีมแมนฯ ยูฯ ที่เป็นเหมือนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในเรื่องของกีฬา ทำให้เรารู้สึกว่าแฮปปี้มาก การที่เราได้พูดถึงเรื่องฟุตบอล มันเลยเป็นเส้นทางตรงนั้น เหมือนทำให้เราเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ ในการเก็บเล็กผสมน้อย เก็บประสบการณ์ ได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่ในวงการแล้วเอามาปรับใช้กับตัวเอง”

“ส่วนหนึ่งต้องเชื่อมั่นในตัวเองด้วยนะ ว่าเราทำได้ เพราะว่าด้วยความเป็นผู้หญิง เราก็เชื่อว่า ผู้หญิงในวงการกีฬา แรกๆ ไม่ค่อยได้รับการยอมรับซักเท่าไหร่ ถ้าเทียบกับปัจจุบันที่มีผู้หญิงมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่า ด้วยแรงของความทำงานหนัก ก็ทำให้เห็นผลงานของเรา เหมือนชวนมาร่วมโปรเจคท์ เพราะว่า Mainstand ก็ทำโปรเจคท์ใหม่เพื่อที่อยากจะให้คนทุกเพศทุกวัย ได้เข้าถึงความเป็น Mainstand มากขึ้นหยิบจับกีฬาได้หมดทุกไลฟ์สไตล์ ตัวปอเองก็ไม่ได้กีฬาสุดโต่งขนาดนั้น ในความกีฬาของเรายังมีไลฟ์สไตล์เข้าไปเกี่ยวข้อง อาจจะเป็นมุมมองใหม่ๆ ของกีฬาที่เป็นผู้หญิงด้วย มีทั้งสีสันทั้งสาระไปด้วยกัน เรียกว่า ความยากในวันนั้น พยายามที่จะพัฒนาตัวเอง ทุกวันนี้ก็ยังไม่หยุดพัฒนานะคะ ก็พยายามที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่อไป


ตอนประกวดนักร้อง มีความคิดอยากจะเป็นพิธีกรไหม

โอปอ: พิธีกรชอบอยู่แล้ว แต่ไม่ได้คิดว่าจะเป็นพิธีกรกีฬา เมื่อก่อนตอนเรียนประถม ก็จะประกวดสุนทรพจน์ เป็นเด็กกิจกรรม พอเข้าสู่ช่วงมหา’ลัย ก็ได้รับโอกาสเป็นพิธีกรในมหา’ลัย บวกกับมาทำ AF แล้วมันมีโอกาส เป็นช่วงที่เราได้งัดสิ่งที่คุ้นเคย ชอบ และเอามาใช้ได้จริงๆ

สมัยก่อนการเป็นพิธีกรกีฬาหญิงค่อนข้างที่น้อยมาก กดดันไหม
โอปอ: กดดันมากเลยค่ะ เพราะว่าคนรอบข้างทรูวิชั่นส์มีแต่คนเก่งๆ เราเข้าไปด้วยความเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ก็มีหลายคนที่ชอบสบประมาทว่าทำได้รึเปล่า แต่ตอนที่ปอแคสเข้ามาไม่ได้มีเส้นสายอะไร เพียงแต่ผู้ใหญ่มองว่า เรามีศักยภาพที่จะพัฒนาต่อ นี่คือมุมที่เขาคุยกับเรา ในเมื่อเขาเห็นอะไรในตัวเรา เราก็ทำให้ตัวเองมีคุณค่า ไม่แค่มายืนเป็นไม้ประดับในวงการกีฬา


ช่วงแรก ทำการบ้านหนักไหม
โอปอ: หนักมาก เข้ามาแรกๆ กระบวนการยังไม่รู้ว่า ต้องทำการบ้านหนักแค่ไหน เราก็อ่านสคริปต์ไปจบตรงนั้น แต่เราเห็นว่า พี่คนอื่นเขาสามารถพูดต่อได้อีก คุยกันถึงเรื่องราวที่เราไม่รู้ ซึ่งตรงนี้มันแป็นการบ้านที่เราต้องกลับไปทำ หรือเรามีสคริปต์อ่านจบรายการเสร็จ ก็หอบสคริปต์กลับบ้านไปอ่าน หรือแม้ก่อนที่จะเข้าข่าว เราก็ต้องทำการบ้านมาก่อนว่า เนื้อข่าวมีเท่านี้ แล้วรายละเอียดข่าวที่เหลือเราก็ไปตามหาจากสื่ออื่นๆ เพื่อที่จะเอามาเข้ารายการ จะได้ต่อยอดไปได้ง่ายขึ้น แต่สเต็ปนี้ยากนะคะ กว่าที่โอปอจะมีคลังข้อมูลอยู่ในหัว ช่วงแรกต้องจดเยอะพอสมควร ทุกวันนี้ก็ยังจดอยู่ เลเวลของความแข็งแกร่งในวงการกีฬามันก็เป็นลูกไก่ แต่พอเราได้เก็บข้อมูล พูดบ่อยๆ โชคดีคือเราได้ทำงานกับคนเก่ง พอเราทำงานกับคนเก่ง มันเหมือนซึมซับวิธีการหลายอย่าง แต่เราก็ต้องคงคอนเซปต์คาแรกเตอร์ในความเป็นตัวเองอยู่ ไม่ให้มันหายไป โอปอก็เลยจะเป็นมุมกีฬา ที่บวกกับไลฟ์สไตล์ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ยากจริง

สำหรับต่อเป็นมายังไง
ต่อ: เขาคนละด้านกับผมมาก เป็นพิธีกรที่เก่งมาตั้งแต่วัยเรียน ด้วยความที่ชอบกีฬา ชอบฟุตบอลมากครับ เราก็เลยเข้ามาอยู่ในวงการ ประมาณว่านักข่าว เบื้องหลัง คอยเขียนข่าว พอเราจบมาก็เข้าไปทำงานที่หนึ่ง ที่เขามองเห็นว่าในเมื่อเรามีข้อมูลมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของฟุตบอลอยู่แล้ว ก็เลยอยากให้ลองออกมาหน้ากล้องบ้าง ตอนแรกก็ใช้เวลาค่อนข้างยาก เราเองก็ไม่ถนัดกับการที่มาพูดหน้ากล้อง เพราะว่าเราขี้อายครับ แต่พอทำๆ ไป ก็รู้สึกว่าค่อยๆ พัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ ได้ไปออกทีวี ไปออกรายการ มันก็ค่อยพัฒนา จนสุดท้ายถึงวันหนึ่ง มันทำไปเรื่อยรู้สึกว่า เราพอที่จะทำได้ในฐานะพิธีกร จนเราออกมาตั้งช่องยูทูบของตัวเอง ลองถ่ายเป็น Vlog ทำๆ ไปซัก 2-3 เดือน เขามองเห็นว่าเราเองก็มีศักยภาพพอที่น่าจะเข้ามาอยู่เป็นส่วนหนึ่งได้ ก็เลยติดต่อเข้ามา ผมเองก็มองว่า ในเมื่อเราชอบฟุตบอล อยากอยู่ในวงการฟุตบอล ทาง Mainstand ก็ค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว เป็นสื่อกีฬาที่ทำเรื่องของฟุตบอลด้วย ก็เลยตอบตกลงแล้วเข้ามาอยู่ เป็นหนึ่งในฟอนต์แมน แล้วก็ทำงานพิธีกร ดูแลเรื่องของบอลไทยจนถึงตอนนี้ครับ

จากที่เราเป็นนักข่าวเขียนมาตลอด อะไรคือจุดเปลี่ยนที่มันถึงเวลาที่ต้องออกหน้ากล้อง
ต่อ: มันค่อยๆ ไป ตอนแรกเราปฏิเสธมาตลอด เขาบอกให้ไปเป็นพิธีกร ผมบอกไม่เอา ผมพูดไม่ได้ผมพูดไม่เก่ง แต่สุดท้ายทุกคน 10 คนในนั้น ไม่มีใครพูดเก่งหมดเลย เขาบอกต่อไปพูดแหละ ลองดู พูดได้สุดแล้ว เราก็เลยทำๆ ไป ค่อยๆ พัฒนา ค่อยๆ ชอบไปเรื่อยๆ เราก็ค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ ผมว่าก็ต้องดูคนเก่งๆ ด้วยนะครับ ว่าเขามีวิธีการเวลาอยู่หน้ากล้องเขาพูดยังไง ก็ดูพี่โอปอด้วย เป็นคนเก่งนั่งอยู่ข้างๆ ต้องศึกษาไปเรื่อยๆ เอาจริงๆ ตอนแรกผมไม่มีความใกล้ชิดกับบวงการมวยเลย ปกติเราก็ไม่ได้ดูด้วยนะครับ คิดว่าไม่ชอบด้วย เจ็บตัว อย่างมวยครั้งล่าสุดที่ไปทำกิจกรรมคือ เราสนิทกับพี่ลีซอ ซึ่งพี่ลีซอเขาไปต่อยในรายการของ 10 Fight 10 Season 2 ซึ่งตอนนั้น เราก็ทำเกี่ยวกับเรื่องของพิธีกรรายการไปดูนักฟุตบอลเขาทำกิจกรรมอยู่แล้ว ก็เลยติดต่อพี่ซอไปว่า ถ้าผมไปดูพี่ซ้อมได้ไหม อยากจะไปถ่ายหน่อย ก็ลองลงไปเล่นดูครับ ลงนวมเบาๆ ดู พี่ลีซอบอก มาเลยเดี๋ยวพี่จัดให้ ซัดผม ปุ้งๆๆๆ เราก็โอโห กีฬาชนิดนี้ ซึ่งก็บอกกับตัวเองว่าไม่เอา แต่ด้วยความบังเอิญมากๆ ที่รายการ I dol Fight Season 3 เขาประกาศรับสมัคร”

“ตอนแรกเราก็ไม่ได้สนใจว่าจะไปต่อยนะครับ พอเขาปิดรับสมัครไปสุดท้าย เขาประกาศรายชื่อออกมา เขาขาดคู่ชกของ นุ๊ก ธนดล เขาหาไม่ได้ที่น้ำหนักตรงกัน ส่วนสูงเท่าๆ กัน ก็เลยประกาศรับสมัครอีก 1 รอบ ก็มีทีมงานของที่นี่ครับ ที่ไปเห็นโพสต์นี้ แล้วก็แท็กชื่อผมเข้าไปในนั้น แบบแซวเล่น ผมก็เลยไปดูเงื่อนไขการสมัครว่า ผู้ติดตามผู้สมัครต้องมีอย่างน้อย 150,000 คน ผมมี 5,000 คน ผมบอกว่าผมขาดเยอะ แท็กมาทำไม (หัวเราะ) ปรากฏว่า พี่เบลขอบสนาม เขาเคยมาคุยกับผมในเรื่องของฟุตบอลไทย เขาจำผมได้ ก็เลยทักส่วนตัวมาว่า ต่ออยากสนใจมาต่อยไหมครับ ผมบอก เงื่อนไขผมไม่ได้ มันห่างไปเยอะเลย เขาเลยบอก ต่ออยู่ Mainstand นิ ถ้าเราส่งในฐานะช่องของ Mainstand ทางเรายินดีที่จะรับต่อในฐานะคนชกของ Mainstand นะ”

“ผมก็ เอาวะ ลองถามน้อง ไปถามผู้ใหญ่ดิ เขาว่าไง เพราะว่าที่นี่เขามีหลายคน ผมเองก็เป็นเด็กใหม่ แล้วเราก็ไม่คิดว่า เขาจะมั่นใจในตัวเรา คุยไปคุยมาผู้ใหญ่บอกส่งชื่อไปเลยต่อ ลองดูก่อน เพราะเราไม่รู้ว่าน้ำหนัก นุ๊ก ธนดล เท่าไหร่ เขาก็ส่งประวัติไป พี่เบลโทรฯ กลับมา ต่อครับผมตามหาน้ำหนักนี้มานานละ ไม่ได้ซักที ต่อจะตอบตกลงไหมครับ ผมจะได้สรุปรายชื่อ ผมก็เลย หึ้ย! จริงเหรอพี่ ก็เลยมองว่า โอกาสครั้งนี้มันมาเราไม่ได้คิดมันก่อน แต่ว่ามันเข้ามาอยู่ข้างหน้าเราแล้ว เราก็เลยมองว่า ถ้าในเมื่อโอกาสมันเข้ามาถึงตรงนี้ เราก็ควรที่คว้าเอาไว้ ก็เลยตอบตกลง นั่นก็คือที่มาที่ได้ไปต่อยในรายการ I dol Fight Season 3 ครับ”

“ถามว่าคุ้มไหม ประสบการณ์ที่ได้มันคุ้มมากเลยครับ สิ่งที่ผมเสียมีแค่ความเหนื่อย ที่ผมต้องฝึกซ้อม 2 เดือน ที่ผ่านมาผมซ้อมหนักมาก ไปเตรียมร่างกายซ้อมมวยหนักมาก ผมว่าประสบการณ์ที่ผมได้รับในครั้งนี้ น่าจะคุ้มค่ามากที่สุดในชีวิตของผม เพราะว่าผมได้เอาชนะใจตัวเอง ถึงแม้ผลในวันนั้น ผมจะเป็นผู้แพ้นะครับ แต่ผมรู้สึกว่า ประสบการณ์ตรงนั้นมันหาซื้อไม่ได้ ผมขึ้นไปต่อยกับนุ๊ก ธนดล โดยที่มีแฟนคลับเป็นพัน แม้ว่า 900 จะเชียร์ฝั่นนู้นนะ (หัวเราะ) ก็เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่า ก็มีผู้ติดตามฝั่ง นุ๊ก ธนดล ที่เขามองว่า เราเป็นคู่ชกที่ดีแล้วก็มีน้ำใจนักกีฬา ก็เลยมาติดตามผมด้วย เลยรู้ว่า ผมได้อะไรที่มันคุ้มค่ามากๆ เลยครับ”

แหม..จริงๆ ต้องบอกว่า คุยกันเต็มอิ่มทีเดียว กับเรื่องราวการเบนเข็มจากนักร้องนักข่าวสู่เส้นทางสายกีฬาของทั้งคู่ ยังไงเชื่อว่า หลายคนที่หลงรักพวกเขา จะต้องรักและซัพพอร์ตทุกๆ ด้านของเขาแน่นอน เพราะอย่างที่พวกเขาย้ำมาตลอดว่า กว่าจะหาสิ่งที่ชอบจริงๆ เจอ ก็นานมาก แต่เมื่อเจอแล้วเขาก็ขอทุ่มเทให้มันอย่างเต็มที่นั่นเอง


คอลัมน์ “1 Day With ซุปตาร์”

โดย yimyim