โดยมาตราซึ่งมีการโต้เถียงกันมากที่สุด เช่น การระบุว่า การมีเพศสัมพันธ์นอกการสมรสเป็นความผิดทางอาญา มีโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี ขณะที่การอยู่อาศัยร่วมกันระหว่างคู่รักที่ยังไม่ได้แต่งงานก็ถูกห้ามเช่นกัน

แม้กฎหมายดังกล่าวจะถูกลดทอนบางส่วนจากร่างกฎหมายฉบับก่อนหน้า เพื่อให้บุคคลบางคนเท่านั้นที่รายงานได้ เช่น คู่สมรส, ผู้ปกครอง หรือบุตรของผู้กระทำความผิด

กระนั้น นักวิจารณ์หลายคนกังวลว่า กฎหมายใหม่นี้อาจถูกใช้เพื่อควบคุมศีลธรรมในประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมมากที่สุดในโลก ซึ่งเกิดกระแสอนุรักษนิยมทางศาสนาเพิ่มขึ้น และกำลังรุกคืบเข้าสู่การเมืองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีกทั้งการมีผลบังคับใช้กับชาวต่างชาติ ยังอาจทำให้นักเดินทางหรือนักท่องเที่ยวหวาดกลัวอีกด้วย

นอกจากนี้ มาตราที่ห้ามการดูหมิ่นประธานาธิบดีหรือสถาบันของรัฐ, การดูหมิ่นศาสนา, การประท้วงโดยไม่มีการแจ้งเตือน และการเผยแพร่ความคิดเห็นที่ถือว่าสวนทางกับอุดมการณ์รัฐฆราวาสของอินโดนีเซีย ยังสร้างความกลัวเกี่ยวกับการคุกคามเสรีภาพในการแสดงออกและการคบค้าสมาคม

ส่วนมาตราเกี่ยวกับกฎหมายจารีตประเพณีก็จุดชนวนให้เกิดความวิตกว่า กฎหมายท้องถิ่นที่ได้แรงบันดาลใจมาจากกฎหมายชารีอะห์ อาจถูกนำไปใช้ในพื้นที่อื่น ซึ่งยิ่งเป็นการตอกย้ำการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงและกลุ่มเพศทางเลือก

Al Jazeera English

กฎหมายใหม่จะมีผลต่อชาวอินโดนีเซียและชาวต่างชาติ โดยมีช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน อย่างไรก็ดี กลุ่มธุรกิจหลายกลุ่ม กล่าวว่า ประมวลกฎหมายฉบับใหม่เป็นสิ่งที่คุกคามภาพลักษณ์ของประเทศ ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและการลงทุน

นางชินตะ วิดจาจา คัมดานี รองประธานสมาคนนายจ้างอินโดนีเซีย (อาปินโด) กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าว “ส่งผลเสียมากกว่าผลดี” และเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ซึ่งขณะที่อินโดนีเซียพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับมา หลังการระบาดของโรคโควิด-19 คณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งชาติกลับอธิบายประมวลกฎหมายฉบับใหม่นี้ว่าเป็น “การต่อต้านประสิทธิผลอย่างสิ้นเชิง”

ร่างกฎหมายดังกล่าวมีขึ้นหลังจากแผนการก่อนหน้านี้ที่จะผ่านประมวลกฎหมายฉบับแก้ไข ซึ่งถูกระงับไปเมื่อปี 2562 โดยประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ผู้นำอินโดนีเซีย ท่ามกลางการประท้วงบนท้องถนนครั้งใหญ่เกี่ยวกับการคุกคามเสรีภาพพลเมือง

ในระหว่างนั้น รัฐสภาอินโดนีเซียทำการแก้ไขบางมาตรา แม้นักวิจารณ์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงยังไม่มากพอ และอธิบายการผ่านร่างกฎหมายว่าเป็น “การถอยหลังครั้งใหญ่” สำหรับประชาธิปไตยรุ่นใหม่ของอินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม นายเอ็ดเวิร์ด โอมาร์ ชาริฟ เฮียริจ รมช.ยุติธรรมอินโดนีเซีย กล่าวก่อนการผ่านร่างกฎหมายว่า เขารู้สึกภูมิใจที่ประเทศของเขาจะมีประมวลกฎหมายอาญา “ที่สอดคล้องกับค่านิยมของชาวอินโดนีเซีย” และมันถึงเวลาของการก้าวข้ามกฎหมายในยุคอาณานิคมแล้ว

ทั้งนี้ ประมวลกฎหมายฉบับใหม่ได้รับการลงมติผ่านด้วยเสียงสนับสนุนจากทุกฝ่ายในรัฐสภา ซึ่งมีรัฐบาลผสมขนาดใหญ่ครองเสียงข้างมาก รวมถึงพรรคและกลุ่มอิสลามด้วย.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : REUTERS