ดูเหมือนโลกในปี 2565 จะมีความวุ่นวายไม่รู้จบ แม้จะเริ่มฟื้นตัวจากสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาดได้บ้างแล้ว แต่สงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็เข้ามาฉุดโลกให้เดินช้าลง ตามด้วยฤดูหนาวอันแสนทารุณในหลายส่วนของโลก สะท้อนถึงวิกฤติของปัญหาสิ่งแวดล้อม

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบให้วิถีชีวิตชาวโลกเปลี่ยนไป รวมถึงเร่งให้มีการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้เราได้ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย และไม่ทำลายโลกจนเกินไปนัก ดังเช่นนวัตกรรมและแนวคิดแห่งวิถีชีวิตแบบใหม่ต่อไปนี้

ควอนตัมคอมพิวเตอร์เปลี่ยนโลก

แม้ว่าทุกวันนี้มนุษย์โลกดิจิทัลระบบเลขฐานสองส่วนใหญ่จะยังงง ๆ กับสิ่งที่เรียกว่า ‘ควอนตัม คอมพิวเตอร์’ แต่เชื่อเถิดว่า อีกไม่นาน เราต้องพึ่งพามันในระบบเครือข่ายหรือโครงสร้างใหญ่ ๆ ที่ต้องใช้ข้อมูลมหาศาลและการคำนวณที่ว่องไวประหนึ่งความเร็วแสง

ภาพโครงสร้างภายในของควอนตัมคอมพิวเตอร์ในศูนย์คอมพิวเตอร์ Leibniz ในแคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี

เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่อยู่เบื้องหลังโครงข่ายต่าง ๆ นานาในโลกนี้นั้นเริ่มที่จะ “เร็วไม่พอ” ขณะที่ความต้องการใช้งานเทคโนโลยีต่าง ๆ ของมนุษย์เรียกร้องความรวดเร็วในระดับที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงไม่ต้องแปลกใจไปที่จะได้เห็นข่าวบริษัทใหญ่ในวงการคอมพิวเตอร์อวดความสามารถของควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ตนเองกำลังพัฒนาอยู่กันเป็นครั้งคราว

อนาคตแห่งการเดินทางอาจอยู่ที่ FCEV 

เห็นได้ชัดเจนว่าปีนี้เป็นปีแห่งการบุกตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าล้วน หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า รถ EV (Electric Vehicle) แต่คำถามคือว่า รถ EV นั้นเพียงพอต่อการ “รักษ์โลก” ในอนาคตแล้วหรือ  ในเมื่อแหล่งพลังงานซึ่งก็คือไฟฟ้าที่ยังต้องเสียบปลั๊กชาร์จนั้น มาจากโรงไฟฟ้าซึ่งยังมีอีกหลายแห่งที่ใช้น้ำมันและถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องกำจัดซากแบตเตอรี่ ขณะที่รถ FCEV (Fuel Cell Electric Vehicle) มีใช้เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเป็นแหล่งพลังงาน และสิ่งที่ปล่อยออกมาทางท่อไอเสียคือน้ำ 

ฮอนดาเผยโฉมรถคอนเซปต์ FCEV ในงาน Chicago Auto Show ครั้งที่ 106 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือน ก.พ. 2565 ในเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา

นี่คือรถที่ตอบโจทย์รักษ์โลกได้แบบถูกทุกข้อ แต่ยังไม่มีโอกาสแจ้งเกิดด้วยปัจจัยหลายอย่าง ตั้งแต่ปัญหาทางเทคนิคของกระบวนการดึงออกซิเจนในอากาศมาทำปฏิกิริยากับไฮโดรเจนเพื่อให้เกิดพลังงาน ไปจนถึงนโยบายของแต่ละประเทศที่ส่งผลต่อการกำหนดทิศทางตลาดรถ ซึ่ง ณ เวลานี้ ยังไม่มีประเทศไหนสนใจผลักดันให้ใช้งานรถ FCEV อย่างจริงจัง 

Super App อาจไม่ใช่แค่ฝันเฟื่องของอีลอน มัสก์

ขณะที่ Metaverse ทำท่าว่าจะเป็นความล้มเหลวคร้ังใหญ่ของ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก มหาเศรษฐีหัวใสอย่าง อีลอน มัสก์ ก็มองไกลไปถึง Super App ที่จะกลายเป็นแพลตฟอร์มรวมมิตรแบบทุกอย่างครบ จบในหนึ่งเดียว โดยมีทั้งโซเชียลมีเดีย แหล่งเผยแพร่คอนเทนต์เพื่อความบันเทิง แหล่งชอปปิงออนไลน์ ไปจนถึงการเป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์และอื่น ๆ

ในอนาคต WeChat และ Twitter อาจกลายมาเป็นคู่แข่งของวงการ Super App

มีความเป็นไปได้ว่า มัสก์ จะใช้ทวิตเตอร์ต่อยอดไปเป็น Super App แต่เขาไม่ใช่คนเดียวที่มองเทรนด์นี้ออก เนื่องจากหลายบริษัทเริ่มพัฒนาแอพพลิเคชั่นในลักษณะเดียวกัน ทว่า ผู้ที่มาก่อนกาลคือ ประเทศจีน โดยแอพอเนกประสงค์ WeChat ของจีนนั้น “เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว” ตามแบบ Super App ที่โลกตะวันตกกำลังไล่ตาม 

โลกของการทำงานที่ไม่เหมือนเดิม

ทั้งการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เอื้ออำนวยต่อการทำงานแบบระยะไกล ลักษณะนิสัยของคนรุ่นใหม่ และรูปแบบการใช้ชีวิตที่ได้รับผลกระทบเพราะสถานการณ์โรคระบาด นำไปสู่การปรับเปลี่ยนระบบการทำงานแบบใหม่ 

แนวคิดการทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน ถูกใจคนเจเนอเรชั่น Z และ Alpha

นอกเหนือไปจากระบบการทำงานแบบไฮบริดที่ผสมผสานการทำงานที่ออฟฟิศและการทำงานระยะไกลแล้ว แนวคิดที่เป็นน้องใหม่มาแรงคือการลดวันทำงานต่อสัปดาห์ให้น้อยลง เช่น ในอังกฤษตอนนี้ก็มีหลายบริษัทที่ทดลองให้พนักงานทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน ซึ่งได้ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจทั้งในแง่ประสิทธิภาพการทำงานที่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่สุขภาพจิตของคนทำงานกลับดีขึ้น และมีความเป็นไปได้ว่า ภายในทศวรรษหน้า กำหนดการทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน จะกลายเป็นมาตรฐานวันทำงานขององค์กรทั่วโลก.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES