ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ดำรงตำแหน่งผู้นำจีนเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน อย่างเป็นทางการ เมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา สร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นผู้ปกครองทรงอิทธิพลที่สุดของจีน นับตั้งแต่ประธานาธิบดีเหมา เจ๋อตง ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ หรือโปลิตบูโร ที่เต็มไปด้วยคนสนิท และปราศจากคู่แข่งซึ่งรอท้าทายเขาอยู่

ปี 2565 คือ ไฮไลต์ที่หาได้ยากยิ่งสำหรับสี เนื่องจากปีที่วุ่นวายนี้ เกิดปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็น การประท้วงบนท้องถนนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งตามมาด้วยการยกเลิกนโยบายโควิดเป็นศูนย์อย่างกะทันหัน และการติดเชื้อโคโรนาไวรัสที่แพร่ระบาดทั่วประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินเข้าสู่ที่ประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2565

แม้นโยบายโควิดเป็นศูนย์จะสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนจำนวนมาก และผลกระทบที่ร้ายแรงต่อจีน แทบไม่ได้หยุดชะงักการมุ่งไปข้างหน้าอีก 5 ปีของสี ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ (ซีพีซี) แต่ปี 2565 คือ ปีแห่งวิกฤติทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำหรับผู้นำจีนวัย 69 ปี คนนี้

เศรษฐกิจของจีนเติบโตที่ประมาณ 3% ในปีนี้ ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายอย่างเป็นทางการที่ราว 5.5% อย่างมาก เนื่องจากการกำหนดมาตรการควบคุมโควิด-19 ซึ่งเข้มงวดถึงขีดสุด ขัดขวางการบริโภค และทำให้เกิดภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่วิกฤติในภาคส่วนอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

ตุ๊กตาปั้นดินเผา “กระต่ายเหมา” ที่พิพิธภัณฑ์ในเขตหมินหัง นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ของรัฐบาลปักกิ่งกับชาติตะวันตกยังแย่ลงเช่นกัน และมันยิ่งเลวร้ายกว่าเดิมเพราะความสัมพันธ์แบบ “ไร้ขีดจำกัด” ระหว่างสีกับรัฐบาลมอสโก ก่อนที่รัสเซียจะเริ่มปฏิบัติการทางทหารในยูเครน เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นต่อไต้หวัน ที่มีสหรัฐหนุนหลัง ซึ่งจีนมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของตน

เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา สีเดินทางเยือนต่างประเทศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดการระบาดใหญ่ และพบกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ก่อนที่ในเดือน พ.ย. เขาพบกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ ที่การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ “จี20” ที่อินโดนีเซีย เนื่องจากทั้งสองฝ่ายพยายามรักษาความสัมพันธ์ให้มั่นคง

ทว่าต่อมาในช่วงปลายเดือน พ.ย. กลุ่มผู้ประท้วงในเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ ออกมาต่อต้านมาตรการควบคุมโควิดที่ยาวนานเกือบ 3 ปี ของสี จนในที่สุด รัฐบาลจีนก็ยกเลิกข้อจำกัดส่วนใหญ่อย่างกะทันหัน เมื่อช่วงต้นเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา เพราะจำนวนผู้ป่วยในหลายเมือง รวมถึงกรุงปักกิ่ง พุ่งสูงขึ้น แม้บรรดาผู้สันทัดกรณีทั่วโลกจะเตือนว่า จีนมีความครอบคลุมของวัคซีนไม่เพียงพอ และระบบสาธารณสุขไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือกับการแพร่ระบาดก็ตาม

จีนเป็นกลไกหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกอย่างชัดเจน ตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา อีกทั้งยังเป็นแกนหลักในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรม ซึ่งแน่นอนว่า การชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ หรือการชะงักงันทางโลจิสติกส์ครั้งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเพราะโควิด-19 หรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ย่อมสร้างผลกระทบที่สะเทือนไปทั่วโลก

ทันทีที่การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ในเดือน ต.ค. ปิดฉาก นักลงทุนทั่วโลกต่างเทขายสินทรัพย์ของจีน และเงินหยวนร่วงสู่ระดับอ่อนค่าที่สุดรอบเกือบ 15 ปี เนื่องจากพวกเขากลัวว่า ความมั่นคงและอุดมการณ์จะอยู่เหนือกว่าการเติบโตและการผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างประเทศ ในระหว่างการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 3 ของสี

ภายหลังการประชุม จีนปรับเปลี่ยนนโยบายโควิดเป็นศูนย์ และกล่าวว่า จะมุ่งเน้นไปที่การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมูลค่า 17 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 586 ล้านล้านบาท) ในปี 2566 แต่การจัดการกับการติดเชื้อในประชากรจำนวนมหาศาลที่มี “ภูมิคุ้มกันหมู่” เพียงน้อยนิด คือความท้าทายเร่งด่วนที่สุดของสี ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับสาธารณสุข, ความมั่นคงทางสังคม และเศรษฐกิจอีกด้วย

เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ทรงต้อนรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ที่กรุงริยาด เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2565

สำหรับการดำเนินนโยบายทางการทูต ดูเหมือนว่าสีจะพยายามผ่อนคลายความตึงเครียดบางส่วน ที่ทำให้ความสัมพันธ์ของจีนกับชาติตะวันตกเต็มไปด้วยปัญหามากขึ้น ด้วยการเข้าถึงภูมิภาคแห่งอื่น ดังเช่นการเยือนซาอุดีอาระเบียเมื่อไม่นานมานี้ แม้ว่ารัฐบาลปักกิ่งจะพยายามค้ำยันจุดยืนของตัวเอง ในฐานะขั้วถ่วงดุลอำนาจต่อระเบียบโลก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งนำโดยสหรัฐก็ตาม.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS, GETTY IMAGES