ช่วงต้นเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา ผู้ลี้ภัยราว 150 คน ลอยเคว้งกลางทะเลนอกชายฝั่งประเทศไทย หลังเรือของพวกเขาเกิดเสีย โดยนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนตั้งข้อสงสัยว่า อาจมีผู้เสียชีวิตหลายคน และเรียกร้องให้ทางการของประเทศ เข้าช่วยเหลือผู้รอดชีวิต
อนึ่ง เหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ข้างต้นเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เช่น ในช่วงปลายปี 2564 ที่เกิดการเผชิญหน้า ระหว่างเรือบรรทุกผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจา กับกองทัพเรือของอินโดนีเซีย ซึ่งจบลงด้วยการที่กองทัพช่วยเหลือผู้ลี้ภัย หลังผ่านไป 18 ชั่วโมง
การเดินทางสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง จากค่ายผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศ และรัฐยะไข่ของเมียนมา ที่มีชาวโรฮีนจาอาศัยอยู่ เริ่มขึ้นเมื่อหลายทศวรรษก่อน หลังกองทัพเมียนมาเปิดปฏิบัติการราชามังกร หรือปฏิบัติการนากามิน กับชาวโรฮีนจาในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ซึ่งปฏิบัติการทางทหารอีกหลายครั้งที่ตามมาหลังจากนั้น ทำให้ชาวโรฮีนจาหลายร้อยคนต้องย้ายถิ่นฐานไปยังบังกลาเทศและประเทศอื่น ๆ โดยการอพยพครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในปี 2560 เมื่อกองทัพเมียนมาเริ่มโจมตีและบีบบังคับให้ชาวโรฮีนจามากกว่า 700,000 คน ข้ามพรมแดนไปยังบังกลาเทศ
นอกจากนี้ การอพยพย้ายถิ่นฐานยังเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังการระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกแรกเริ่มลดลงเมื่อราว 2 ปีก่อน โดยมีเครือข่ายนายหน้าที่ปฏิบัติงานในค่ายผู้ลี้ภัย 34 แห่ง ในเมืองค็อกซ์ บาซาร์ และภูมิภาคของชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ เป็นผู้จัดการการเดินทาง ทว่ามีเพียงครอบครัวที่รับได้กับอัตราที่สูงลิ่ว ตามที่กลุ่มนายหน้าเรียกร้องเท่านั้น ที่หวังว่าจะเดินทางออกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้
ตามคำกล่าวอ้างของผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาหลายคน อัตราปัจจุบันที่นายหน้าเรียกเก็บอยู่ที่ประมาณ 4,800-5,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน (ประมาณ 161,000-194,590 บาท) ทำให้บางครอบครัวต้องขายข้าวของทั้งหมดที่มี เพื่อหาเงินที่จำเป็นสำหรับการเดินทาง ทว่าบางครั้งนายหน้าจะใช้กลยุทธ์ที่หลากหลาย เพื่อขูดรีดเงินจากครอบครัวให้ได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเดินทางออกจากค่ายผู้ลี้ภัยไม่ได้ราบรื่นเสมอไป เนื่องจากมีรายงานชาวโรฮีนจาที่ประสบอุบัติเหตุ จนบางคนถึงขั้นเสียชีวิต ระหว่างการลักลอบเดินทางผ่านเมืองย่างกุ้งและเขตอิรวดี อีกทั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาถูกควบคุมตัวในเขตอิรวดี และถูกส่งตัวไปยังเรือนจำในภูมิภาคเป็นจำนวนมากด้วย
นอกเหนือจากทางบก ชาวโรฮีนจาบางคนเลือกที่จะเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเรือ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการไปยังมาเลเซียมากกว่าประเทศอื่น เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลกัวลาลัมเปอร์มีการผ่อนปรนต่อผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจา แม้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ทั้งนี้ ผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจามากกว่า 1 ล้านคน อาศัยอยู่ที่ค่ายต่าง ๆ ในเมืองค็อกซ์ บาซาร์ และด้วยอนาคตที่ไม่แน่นอน ประกอบกับสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ มันจึงส่งผลให้พวกเขาตัดสินใจเดินทางแบบเสี่ยงอันตราย เพื่อไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในจำนวนมากขึ้น.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : REUTERS



