แม้งบประมาณที่วางแผนไว้จะถูกมองว่าเป็น “การปรับลดจำนวน” แต่การเปรียบเทียบกับงบประมาณของปีที่แล้วนั้นเป็นเรื่องยุ่งยาก เมื่อพิจารณาจากขอบเขตที่งบประมาณดังกล่าวถูกผลักออกไปโดยเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงที่สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 80,000 ล้านริงกิต (ราว 630,000 ล้านบาท) เพราะราคาพลังงานทั่วโลกที่สูงขึ้น

ขณะที่การใช้จ่ายจริงอยู่ที่ 395,200 ล้านริงกิต (ราว 3.1 ล้านล้านบาท) งบประมาณปี 2565 มีมูลค่าแรกเริ่มอยู่ที่ 332,100 ล้านริงกิต (ราว 2.6 ล้านล้านบาท) นื่องด้วยเงินช่วยเหลือในขณะนี้ถูกกำหนดไว้ที่ 64,000 ล้านริงกิต (ราว 504,000 ล้านบาท) แผนการใช้จ่ายปีนี้จึงบ่งชี้การเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขอบเขตงบประมาณโดยรวม

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำมาเลเซีย ถือเอกสารที่เป็นแผนงบประมาณปี 2566 ระหว่างการแถลงต่อสื่อมวลชน หน้ากระทรวงการคลัง ในกรุงกัวลาลัมเปอร์

การเพิ่มขึ้นจำนวนมากนี้จะประกอบด้วย ผลประโยชน์สำหรับกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย โดยจะมีการแจกจ่ายในรูปแบบของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ลดลง, แรงจูงใจด้านภาษีสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก และการแจกเงินรวม 8,000 ล้านริงกิต (ราว 63,000 ล้านบาท) ให้กับคนยากไร้ที่สุด ซึ่งมีสัดส่วนคิดเป็น 60% ของประชากรในประเทศ

ในรายงานที่เผยแพร่ควบคู่กับการนำเสนองบประมาณในรัฐสภา รัฐบาลมาเลเซียคาดการณ์ การขาดดุลการคลังจะลดลงเหลือ 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้

นอกจากนั้น การใช้จ่ายเพิ่มเติมจะถูกทำให้สมดุล ด้วยการเพิ่มการเก็บภาษีจากคนร่ำรวย ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สอดคล้องกับคำมั่นสัญญาของอันวาร์ เพื่อให้การกระจายรายได้ลงไปถึงกลุ่มคนยากไร้ของมาเลเซีย

กระนั้น เมื่อมีการเปิดเผยงบประมาณปี 2567 หากอันวาร์อยู่ในตำแหน่งผู้นำมาเลเซีย และรมว.การคลัง ต่อไปอีก 1 ปี เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่า สถานการณ์ในปีหน้าจะทำให้เศรษฐกิจ ที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกของมาเลเซียชะลอตัว ด้วยเหตุนี้ รายงานของรัฐบาลจึงคาดการณ์ว่า รายได้ของรัฐบาลจะแนวโน้มลดลง และยังมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบมากขึ้น จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำ

อย่างไรก็ตาม การให้ความสำคัญกับความกังวลเรื่องทรัพยากรการเงินของอันวาร์ ณ ตอนนี้ คือ “การเล่นการเมืองที่ชาญฉลาด” เพราะแม้มาเลเซียเพิ่งมีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน แต่งบประมาณของปีนี้จะถูกพิจารณาในบริบทของการเลือกตั้งท้องถิ่นของ 6 รัฐ ซึ่งจะมีขึ้นในเดือน ก.ค. ที่จะถึง

ผลการเลือกตั้งท้องถิ่นคราวนี้ ไม่ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร แต่จะมีสร้างแรงกระเพื่อมอย่างมาก ต่อเสถียรภาพในรัฐบาลของอันวาร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพันธมิตรที่เป็นตัวแปรสำคัญ คือ พรรคมลายูสามัคคีแห่งชาติ (อัมโน) ยังไม่อาจทำผลงานจากการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ให้ดีขึ้นได้

ทั้งนี้ การให้ความสนใจกับปัญหาเรื่องเศรษฐกิจกับปากท้อง ซึ่งตัดผ่านเส้นแบ่งทางชาติพันธุ์และศาสนา จึงเป็นความเคลื่อนไหวที่อันวาร์ควรรอบคอบ เนื่องด้วยภูมิทัศน์ทางการเมืองของมาเลเซีย ซึ่งยังคงมีการแบ่งขั้วทางเชื้อชาติ.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : REUTERS