สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ว่าองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (ดับเบิลยูเอ็มโอ) เผยแพร่รายงานฝุ่นละอองในอากาศ ฉบับประจำปีครั้งที่ 10 ว่า ในภาพรวมระดับโลก ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของฝุ่นในปี 2568 มีระดับใกล้เคียงกับปี 2567 ทว่ามีความผันผวนและแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภูมิภาค


รายงานระบุว่า ในแต่ละปีมีฝุ่นประมาณ 2,000 ล้านตัน ถูกพัดเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ และสามารถเคลื่อนตัวได้ไกลหลายร้อยถึงหลายพันกิโลเมตร ข้ามทั้งทวีปและมหาสมุทร สำหรับแหล่งกำเนิดฝุ่นหลักของโลก ได้แก่ ทะเลทรายซาฮารา ในแอฟริกา ทะเลทรายโกบี ในเอเชีย และ ทะเลทรายอาหรับ ในตะวันออกกลาง


แม้พายุทรายและพายุฝุ่นจะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่ดับเบิลยูเอ็มโอระบุว่า การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและที่ดินที่ไม่มีประสิทธิภาพ ภัยแล้ง และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม กำลังมีส่วนสำคัญมากขึ้นในการทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 150 ประเทศ ที่ได้รับผลกระทบ


สำหรับพื้นที่ซึ่งมีความเข้มข้นของฝุ่นเฉลี่ยรายปีสูงที่สุดของโลกยังคงเป็น แอ่งโบเดเล ในประเทศชาด ซึ่งอยู่ในแอฟริกา และเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดฝุ่นใหญ่ที่สุดของโลก


ในส่วนของประเทศขนาดใหญ่ พื้นที่ชายแดนทะเลทรายระหว่างเม็กซิโกกับสหรัฐเผชิญพายุฝุ่นที่เกิดบ่อย รุนแรง และยาวนานเป็นพิเศษ เมื่อปี 2568 เมืองเอลปาโซ ในรัฐเทกซัส มีสภาพอากาศที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นนานต่อเนื่องถึง 50 วัน มากกว่าค่าเฉลี่ยรายปีถึงสองเท่า และจำนวนพายุฝุ่นในปีนี้ถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2478


ขณะที่จีนประสบพายุทรายและพายุฝุ่นครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี ทั้งในด้านความรุนแรง ระยะเวลาการเกิด และพื้นที่ได้รับผลกระทบ เมื่อเดือน เม.ย. 2568


รายงานของดับเบิลยูเอ็มโอระบุด้วยว่า เนื่องจากพายุทรายและพายุฝุ่นสามารถเคลื่อนตัวข้ามพรมแดนได้ นานาประเทศจึงจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อรับมือกับภัยดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ


ทั้งนี้ ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มีศักยภาพในการช่วยพัฒนาการพยากรณ์พายุทรายและพายุฝุ่น แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม ปัจจุบัน เอไอบางระบบสามารถคาดการณ์พายุฝุ่นขนาดเล็กที่ก่อตัวอย่างรวดเร็วได้ดี ขณะที่บางระบบมีประสิทธิภาพในการพยากรณ์พายุฝุ่นขนาดใหญ่ ซึ่งก่อตัวและเคลื่อนตัวต่อเนื่องหลายวันได้แม่นยำกว่า.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS