ปัจจุบันสถานการณ์ละเมิดทางเพศเด็กมีแนวโน้มอย่างไร “ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถามกับ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งมีศูนย์คดีละเมิดทางเพศเด็กรับผิดชอบโดยตรง ระบุว่า ขณะนี้มี 9 เรื่องที่รับดูแล ทั้งหมดเป็นการกระทำผิดที่ปรากฏในต่างประเทศ มีทั้งเด็กชายและเด็กหญิง ผู้ต้องหาส่วนใหญ่เป็นต่างชาติในไทย เพราะการละเมิดทางเพศเด็กเท่าที่พบจะเป็นรสนิยมของต่างชาติ ช่องทาง “เข้าถึง” เด็ก มีหลากหลายทั้งโซเชียลมีเดีย และการพบเจอหน้าและล่อลวง
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาส่วนใหญ่มีประวัติกระทำกับเหยื่อหลายราย และมักมีรสนิยมคลั่งไคล้เด็ก โดยทำพฤติกรรมมาตั้งแต่ในประเทศตัวเอง และแสวงหาเหยื่อรายใหม่ไปเรื่อย นอกจากหาความสุขยังทำลักษณะ “ธุรกิจเชิงพาณิชย์” มีการแบล็กเมล์เผยแพร่ขายในกลุ่มลับ หากเป็นกลุ่มผู้ซื้อคนไทยมักจ่ายรายเดือนราคาหลักร้อย แต่ถ้าขายใน “ดาร์กเว็บ” และมีพฤติกรรมรุนแรงร่วมด้วย จะราคาสูงขึ้น ขึ้นอยู่กับแหล่งเผยแพร่
อย่างไรก็ตาม ลักษณะคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กมีวิวัฒนาการเปลี่ยนมาใช้แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่กังวลคือ เด็กบางคนไม่คิดว่าจะมาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ กลุ่มแรก คือ เด็กที่ขาดโอกาส ขาดรายได้ หรือขาดความรู้ จึงตกหลุมพราง อีกกลุ่มคือเด็กที่ได้รับการศึกษา ระดับอนุบาล-มัธยมศึกษาตอนต้น ถือเป็นกลุ่มเปราะบาง เสี่ยงตกเป็นเครื่องมือชักจูงให้หลอกถ่ายภาพ หรือส่งภาพไปให้ แลกเงินค่าขนม หรือเติมเกม
ส่วนกลุ่มเด็ก มัธยมศึกษาตอนปลาย การหลอกจะเป็นอีกรูปแบบ มีมักให้เด็กถ่ายภาพ อ้างใช้ภาพเหล่านั้นหางานให้ อาทิ งานโมเดลลิ่ง งานพรีเซ็นเตอร์ งานโฆษณา นักแสดง หรือนางแบบ ซึ่งวัยรุ่นทั้งหญิงและชายจะไว้วางใจ และเชื่อในโอกาสที่ผู้ใหญ่เหล่านั้นหยิบยื่นหรือทาบทาม เพราะต้องยอมรับว่ายุคนี้ คนสามารถเข้าถึงการเป็นดาราได้ง่ายมากขึ้น จนหลายคนหลงเชื่อ และภาพเหล่านั้นถูกนำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ทางเพศที่ผิดกฎหมายโดยที่เจ้าตัวไม่รู้
“เวลาเกิดเรื่องแบล็กเมล์หลายคนไม่กล้าปรึกษาครอบครัว จนทำให้ผู้กระทำผิดย่ามใจนำไปเผยแพร่ต่อเนื่อง” พ.ต.ต.สุริยา ระบุ
สำหรับการละเมิดทางเพศเด็กมีทั้งรูปแบบการละเมิดทางเพศโดยตรง (ไม่เกี่ยวกับโซเชียลมีเดีย) สถิติส่วนใหญ่เกิดจากคนใกล้ชิด เพราะเป็นบุคคลที่จะเข้าถึงได้ง่าย เห็นหรือเจอเหยื่อรายวัน จนเกิดจินตนาการ ซึ่งคนเหล่านี้ก็ไม่พ้นญาติหรือคนละแวกบ้าน ซึ่งทำให้เด็กไม่กล้าบอกใคร อีกรูปแบบคือ คนที่มีรสนิยมชอบล่วงละเมิดทางเพศเด็ก เมื่อถูกจับกุมคุมขังและได้พ้นโทษออกมา กลุ่มนี้ควรมีกลไกควบคุมอย่างการติดกำไลอีเอ็ม (EM) เพราะเหตุกระทำผิดซ้ำยังคงเกิดขึ้น
พ.ต.ต.สุริยา แนะสังเกตสัญญานเพื่อช่วยเหลือเด็กโดยดูผ่านพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เช่น ซึมผิดปกติ เงียบกว่าปกติ สิ่งสำคัญ คือ สังคมแวดล้อมของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือคนในชุมชน รวมถึงบุคลากรในสถานศึกษา หากพบสัญญานต้องสงสัย ควรเริ่มเข้าไปพูดคุยให้ทราบรายละเอียด โดยเฉพาะในเคสที่เด็กไม่กล้าเล่าให้คนในครอบครัวรับรู้ แต่เลือกไว้วางใจครู
“เป็นไปได้ว่าเด็กรู้สึกว่าครอบครัวไม่ได้ให้ความสนใจ และสภาพครอบครัวที่มีผู้ก่อเหตุพักอาศัยอยู่ด้วย ยิ่งทำให้เด็กเกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าพูด หรือส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากใคร เพราะรู้สึกว่าถูกผู้ก่อเหตุจับตาคุกคามอยู่เสมอ”
จากที่มีรายงานข่าวจะพบว่าครอบครัวมักทราบเรื่องเป็นคนท้ายๆ ในกรณีแย่ที่สุด คือ การที่ครอบครัวรับรู้ว่าผู้ที่ก่อเหตุกับบุตรหลานตัวเองก็พักอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน จึงทำได้เพียงการต่อว่าและเลือกไม่ดำเนินคดี เพราะเป็นญาติจากสายเลือดเดียวกัน เด็กจึงต้องตกอยู่ในสภาพที่รู้สึกว่าตัวเองพึ่งพาคนในครอบครัวไม่ได้
ท้ายนี้ย้ำว่า ดีเอสไอมีช่องทางรับแจ้งเบาะแสและให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนเมื่อรับแจ้ง จะส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพ เพื่อสืบค้นความจริง พร้อมประสานเรื่องมาจากหน่วยงานหรือมูลนิธิ (ใน/ต่างประเทศ) จากนั้นจะลงพื้นที่หาข้อเท็จจริง เพื่อช่วยเด็กออกจากสถานการณ์เลวร้าย.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน






