พโย เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ในเกาหลีใต้ที่เรียกว่า “ฮักปก มีทู” (Hakpok #MeToo) ซึ่งผู้ถูกรังแกหรือถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน จะกล่าวต่อสาธารณชน และสร้างความอับอายให้กับ “ฮักปก” หรือผู้ก่อความรุนแรงในโรงเรียน ที่มีมานานหลายสิบปี

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ใครหลายคนติดร่างแห ไม่ว่าจะเป็นดาราเค-ป๊อป หรือนักเบสบอล และการกล่าวหาซึ่งมักไม่มีการเปิดเผยตัวตนนั้น อาจทำให้อาชีพการงานของคนบางคนจบลง พร้อมกับเกิดความเห็นอกเห็นใจจากสาธารณชนอย่างกว้างขวาง ต่อผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ

พโย กล่าวว่า สมัยเป็นเด็กนักเรียน เธอต้องทนทุกข์เพียงลำพัง เพราะครูบอกให้เธอ “ทำตัวให้เป็นมิตรมากขึ้น” กับคนที่รังแกเธอ และไม่มีการตรวจสอบการกลั่นแกล้งมานานหลายปี ส่งผลให้เธอล้มเลิกความฝันที่จะเรียนต่อในระดับสูง และลาออกจากโรงเรียนเพื่อเข้าสู่เส้นทางอาชีวศึกษา

ในสังคมเกาหลีใต้ที่หมกมุ่นเรื่องการศึกษา ซึ่งเด็ก ๆ ใช้เวลาศึกษาที่โรงเรียน และสถาบันกวดวิชามากถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน การกลั่นแกล้งนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย แม้มีการพยายามแก้ไขเรื่องนี้มาตลอดขณะที่นักเคลื่อนไหวจำนวนมากกล่าวว่า ปัญหาคือ ผู้ที่รังแกมักจะไม่ถูกลงโทษที่โรงเรียน ณ เวลานั้น อีกทั้งอายุความสูงสุดของอาชญากรรมดังกล่าว ยังทำให้การฟ้องร้องในอีกหลายปีต่อมา เป็นเรื่องยากด้วยเช่นกัน

Philstar News/AFP

ขณะเดียวกัน พโยกำลังรณรงค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงกฎหมายอย่างแท้จริง โดยเรียกร้องให้เกาหลีใต้ระงับอายุความสูงสุดที่มีผลต่อความรุนแรงในโรงเรียน และปรับเปลี่ยนกฎหมายหมิ่นประมาท เพื่อทำให้คุ้มครองเหยื่อได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ พโยยังเรียกร้องให้มีการยกเครื่องกฎหมายหมิ่นประมาททางอาญาของเกาหลีใต้ เนื่องจากในปัจจุบัน กฎหมายอนุญาตให้ผู้รังแกสามารถฟ้องผู้กล่าวหาเพื่อเรียกค่าเสียหาย และสามารถชนะคดีได้ แม้เหยื่อจะพูดความจริงก็ตาม

แม้มีการสนับสนุนจากสาธารณชนในวงกว้างต่อผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ แต่บางคนก็ตั้งคำถามถึงความยุติธรรมของการลงโทษดังกล่าว ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าวว่า มันจะดีกว่าอย่างมาก หากทางการทำงานร่วมกับโรงเรียน เพื่อทำให้แน่ใจว่า ปัญหาการกลั่นแกล้งจะได้รับการจัดการทันทีที่เกิดขึ้น เพราะหากไม่ดำเนินการเช่นนี้ การประณามและการวิจารณ์จากสาธารณชนจะดำเนินต่อไป

“การที่มันแย่ขนาดนี้ เป็นเพราะไม่มีเหยื่อคนไหนเคยออกมาพูด” พโย กล่าวเพิ่มเติมว่า หากกฎหมายหมิ่นประมาทไม่เปลี่ยนแปลง ผู้รังแกก็ยังสามารถข่มขู่เหยื่อด้วยคดีความได้

“นี่คือเหตุผลที่ไม่มีใครสามารถพูดได้ นอกเสียจากไม่เปิดเผยตัวตน” พโย ระบุ “หากกฎหมายนี้หายไป เหยื่อจำนวนนับไม่ถ้วนจะเริ่มออกมาพูดกันมากขึ้น”.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP