กริชาจ เป็นหนึ่งใน “หญิงพรหมจรรย์ตลอดชีพ” กลุ่มสุดท้ายของแอลเบเนีย ซึ่งเป็นประเพณีเปลี่ยนเพศแบบโบราณ ที่ทำให้เธอละทิ้งการมีเพศสัมพันธ์, ชีวิตสมรส และการเป็นพ่อแม่ เพื่อแลกกับสิทธิในการใช้ชีวิตและทำงานแบบผู้ชาย ในสังคมที่ชายเป็นใหญ่แบบฝังรากลึก
เมื่อ 30 ปีก่อน กริชาจตัดสินใจเลือกเส้นทางนี้อย่างง่ายดาย เนื่องจากพ่อของเธอล้มป่วย ส่วนพี่ชายคนโตเสียชีวิต เธอจึงยอมรับอัตลักษณ์หญิงพรมจรรย์ตลอดชีพ หรือที่รู้จักกันในแอลเบเนียว่า “บูร์เรเนเช” (burreneshe) ซึ่งทำให้เธอหาเลี้ยงครอบครัวได้
กริชาจ วัย 58 ปี เติบโตมาในเวลายากลำบาก จากการอยู่ภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ ยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัวของเธอต้องดิ้นเพื่อหาเลี้ยงชีพ ในหุบเขาโดดเดี่ยวตามแนวชายแดนทางตอนเหนือ ที่เป็นหินสูงชันของแอลเบเนีย ซึ่งมีฤดูหนาวที่โหดร้าย และประเพณีที่หยั่งรากลึก
กระนั้น ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา การใช้ชีวิตแบบหญิงพรหมจรรย์ตลอดชีพ มาพร้อมกับข้อดีในตัวมันเอง กริชาจมีร่างกายที่แข็งแรงขึ้น, สามารถหลีกหนีการแต่งงานแบบคลุมถุงชน โดยไม่ทำให้ครอบครัวต้องอับอาย แถมเธอยังสามารถไว้ผมสั้น สวมกางเกงขายาว และดื่มบรั่นดีในคาเฟ่กับกลุ่มผู้ชาย รวมถึงมีเสียงในการตัดสินใจเรื่องสำคัญในบ้านได้
ในหมู่บ้านที่มีคนอาศัยอยู่ประมาณ 20 คนตลอดทั้งปี กริชาจกลายเป็นที่รู้จักอย่างสนิทสนมในชื่อเล่น “ดูนิ” โดยเจ้าของบ้านพักแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียง กล่าวว่า การละทิ้งความเป็นผู้หญิง เพื่อใช้ชีวิตแบบทำงานหนัก ทำให้เธอได้รับ “ความเคารพ” ในสายตาของชุมชน อีกทั้งเธอยังรับเอานิสัยของผู้ชายมาใช้ เพื่อทำให้ตัวเองมีสถานะพิเศษด้วย
“มันเป็นทางเลือกที่น่าชื่นชม และเป็นเกียรติอย่างยิ่ง” นางอาเฟอร์ดิตา โอนูซี นักมานุษยวิทยา กล่าว “ผู้หญิงเหล่านี้ ซึ่งตัดสินใจเป็นเสาหลักของครอบครัว, ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชายในงานที่ลำบากที่สุด ต่างได้รับความเคารพจากทุกคน มันคือทางเลือกที่ถือเป็นการเสียสละสูงสุด”
แม้ไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการ ซึ่งบ่งบอกถึงจำนวนหญิงพหรมจรรย์ตลอดชีพที่อยู่ในแอลเบเนีย แต่ผู้สันทัดกรณีส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า กลุ่มคนอย่างกริชาจเหลืออยู่ไม่กี่คน ท่ามกลางสังคมซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ทางเลือกนั้นไม่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ทางเพศเลยแม้แต่น้อย
“ความสัมพันธ์ทางเพศไม่ใช่ประเด็นสำคัญ และปรากฏการณ์เช่นนั้นเป็นผลจากสถานกาณณ์ทางสังคม ที่บีบบังคับให้คนบางคนต้องอยู่ในสังคมของผู้ชาย” นางเอลซา บอลลอรี นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิ และภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ในกรุงติรานา ซึ่งอุทิศให้กับประวัติศาสตร์ของสตรีชาวแอลเบเนีย กล่าว.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



