กรุงวอชิงตันติด 5 อันดับแรกของเมืองที่มีหนูชุกชุมมากที่สุดในอเมริกา ซึ่งปัญหาดังกล่าวเลวร้ายกว่าเดิมเพราะฤดูหนาวที่อุ่นขึ้น, จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น และการใช้พื้นที่รับประทานอาหารกลางแจ้งอย่างถาวร ภายหลังการระบาดของโรคโควิด-19
แม้ในปี 2565 สายด่วนของกรุงวอชิงตันได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับหนูเกือบ 13,400 ครั้ง ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 2,000 ครั้งจากปีก่อนหน้า แต่ปัจจุบัน ชาวเมืองบางคนเริ่มตอบโต้กลับ โดยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสุนัข หรือสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ ของพวกเขาที่ล่าหนูได้
“เมื่อเราออกล่าครั้งแรก หนูไม่วิ่งเลย พวกมันเอาแต่จ้องมองสุนัข” นายโบมานี เอ็มทูเม เจ้าหน้าที่ตำรวจเกษียณอายุวัย 60 ปี พร้อมกับ “บาร์โต” สุนัขพันธุ์แคร์นเทร์เรียร์ กล่าวเสริมว่า การล่าทำให้พวกหนูตกใจกลัวมากขึ้น และมันทำให้เขาเห็นภาพของสุนัขที่ทำงานร่วมกัน แม้ว่าพวกมันจะไม่รู้จักกันมาก่อนก็ตาม
ด้านนายบ๊อบบี คอร์ริแกน ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ฟันแทะ ระบุว่า แม้จะมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพียงเล็กน้อย ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันประสิทธิภาพของการล่าหนูได้ แต่การฝึกสุนัขเพื่อควบคุมสัตว์รบกวน เป็นแนวทางปฏิบัติที่มีมานานหลายร้อยปีแล้ว
“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทุกวันนี้ สุนัขกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือควบคุมหนูเหมือนในอดีตอีกครั้ง” คอร์ริแกน กล่าวเสริมว่า สิ่งที่เป็นอันตรายสำหรับหนู เช่น เหยี่ยว, นกฮูก และกับดักหนู อาจใช้เวลาหลายวันในการฆ่าพวกมัน ทำให้การล่าเป็นทางเลือกที่มีมนุษยธรรมมากกว่า
อย่างไรก็ดี สุนัขไม่ใช่สัตว์นักล่าเพียงกลุ่มเดียว ที่จัดการปัญหาสัตว์ฟันแทะในกรุงวอชิงตัน เพราะนอกเหนือจากพวกมันก็คือ แมว ซึ่งล่าหนูเป็นหลักอยู่แล้ว
นางลิซา ลาฟงแตน ประธานของ “ฮิวเมน เรสคิว อัลไลแอนซ์” ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรับเลี้ยงและฝึกสัตว์เลี้ยงในกรุงวอชิงตัน กล่าวว่า องค์กรของเธอเริ่มโครงการ “แมวแรงงาน” สำหรับประชากรแมวจรจัดในเมือง เมื่อปี 2560 ซึ่งขณะนี้มีการจับคู่แมวจรกว่า 400 ตัว กับธุรกิจในท้องถิ่นแล้ว
“พวกเรามองว่า โครงการนี้เป็นวิธีทำให้แมวมีชีวิตอย่างที่เคยมีมา แต่เป็นในลักษณะที่พวกมันถูกฉีดวัคซีนครบตามที่จำเป็น” ลาฟงแตน กล่าวเพิ่มเติมว่า พวกแมวมีคนดูแลโดยเฉพาะ, มีที่พักพิง ตลอดจนแหล่งอาหารที่เชื่อถือ และได้รับการทำหมันเรียบร้อยแล้ว.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP





