ความรุนแรงดังกล่าวปะทุขึ้น หลังมาครงผ่านพ้นการประท้วง เกี่ยวกับการปฏิรูปเงินบำนาญที่เป็นข้อถกเถียง ซึ่งกินเวลานานราวครึ่งปี และอยู่ในวาระภายในประเทศส่วนใหญ่ของปีนี้

แต่นอกจากผลกระทบต่อการบริหารประเทศแล้ว ภาพของร้านค้าที่ถูกปล้นสะดม และรถบัสที่โดนเผาทั่วประเทศ ยังมีความเสี่ยงที่จะสร้างความเสียหาย ต่อบทบาทระหว่างประเทศของมาครง ในเวลาที่เขาต้องการมีบทบาทสำคัญในการยุติการปฏิบัติทางทหารของรัสเซียในยูเครน และการถูกมองว่าเป็นนายหน้าที่มีอิทธิพลมากที่สุดของยุโรป

ในการพัฒนาที่น่าอับอายอย่างใหญ่หลวงสำหรับมาครง การจลาจลครั้งล่าสุดบังคับให้เขาต้องยกเลิกการเยือนเยอรมนี เมื่อช่วงสิ้นเดือนที่ผ่านมา ทั้งที่มันคือการเดินทางเยือนเยอรมนีของประธานาธิบดีฝรั่งเศส เป็นครั้งแรกในรอบ 23 ปี

ภายหลังการดำรงตำแหน่งในวาระแรก ซึ่งมาครงเผชิญกับการรับมือกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลฝรั่งเศสในนาม “เสื้อกั๊กสีเหลือง” และการระบาดของโรคโควิด-19 การเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สอง ของเขา อาจมีความเสี่ยงอีกครั้งที่จะตกเป็นเป้าหมายจากการแก้ปัญหา มากกว่าการใช้นโยบาย

Guardian News

นายบรูโน กอเทรส นักวิจัยจากศูนย์วิจัยการเมืองของมหาวิทยาลัยซิยอง โป กล่าวว่า เหตุการณ์จลาจลนี้เป็น “ข่าวร้าย” สำหรับมาครง ซึ่งหวังว่าสถานการณ์จะราบรื่นในช่วงฤดูร้อน จากการปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อกระตุ้รดำเนินงานของรัฐบาลอีกครั้ง

“ผู้คนต่างประหลาดใจที่เห็นว่า ประเทศของเราเผชิญกับความตึงเครียด ความรุนแรง และวิกฤติต่าง ๆ มากมายหลายครั้งติดต่อกัน” กอเทรสกล่าวเพิ่มเติม พร้อมกับเตือนว่า ไม่มีผู้นำคนไหนกล้าเสี่ยงที่จะประสบกับความโกลาหลเช่นนี้อีกครั้ง ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

นอกจากนั้น สายตาของคนทั้งโลกต่างจับจ้องไปที่ฝรั่งเศสเช่นกัน ซึ่งกำลังเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนในปีหน้า ในการรับมือกับเหตุจลาจลนั้น มาครงมีความกระตือรือร้นในการบรรเทาความโกรธเคืองของสาธารณะจน ต่อการที่ตำรวจยิงสังหารวัยรุ่น ด้วยการเรียกร้องให้มีการใช้มาตรการเด็ดขาดตามกฎหมาย รวมทั้งขอให้ผู้ปกครองควบคุมให้บุตรของพวกเขาอยู่ในบ้าน

นายฌอง การ์ริเกซ นักประวัติศาสตร์ที่เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การเมือง กล่าวว่า “มาครงจะถูกตัดสินจากความสามารถในการคลายความตึงเครียด และสำหรับเขา อันตรายคือการมีภาพลักษณ์เหมือนอ่อนแอและไม่แน่นอน”.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP