บริษัท วอร์เนอร์ บราเธอร์ส สตูดิโอผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์บาร์บี้ ออกมาปกป้องตัวเองด้วยการเผยแพร่รูปภาพที่ตกเป็นประเด็น และอธิบายว่า มันเป็น “ภาพวาดสีเทียนฝีมือเด็ก” โดยไม่มีนัยยะทางการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามว่า คณะกรรมการตรวจสอบภาพยนตร์ของเวียดนาม เข้าใจภาพวาดที่ดูไร้เดียงสาเช่นนี้ เป็นแผนที่เส้นประเก้าเส้นได้อย่างไร อีกทั้งมันยังแสดงให้เห็นถึงปัญหาของระบบการเซ็นเซอร์ในเวียดนาม และผลกระทบระดับโลกที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากความตึงเครียดในทะเลจีนใต้


จากมุมมองที่แตกต่างกัน “บาร์บี้” เป็นเหยื่อ หรือผู้กระทำผิดรายล่าสุดของระบบการเซ็นเซอร์ทางวัฒนธรรมที่เข้มงวดของเวียดนาม ซึ่งกลั่นกรองทุกอย่างที่ถูกมองว่า เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ หรือภาพลักษณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม โดยสิ่งนี้ครอบคลุมมากกว่า รูปภาพและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทด้านดินแดนกับจีน และเจาะลึกเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ของระบอบการปกครองและการเมืองของประเทศด้วย


นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรกที่เวียดนามใช้มาตรการเซ็นเซอร์ทางวัฒนธรรมของตนเองอย่างเด็ดขาด เพราะเมื่อปี 2562 รัฐบาลฮานอยถอดภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง “Abominable” ของดรีมเวิร์กส์ ออกจากโรงภาพยนตร์อย่างรวดเร็ว หลังผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคนหนึ่งโพสต์ฉากในภาพยนตร์ที่มี “แผนที่เส้นประเก้าเส้น” ยิ่งไปกว่านั้น ภาพยนตร์เรื่องอื่นอย่าง “Uncharted”, “Pine Gap” และ “Crazy Rich Asians” ต่างถูกห้ามฉายในเวียดนามด้วยเหตุผลเดียวกัน


สำหรับเวียดนามที่มีระบอบการปกครองเผด็จการแบบมีพรรคเดียว การเซ็นเซอร์ถือเป็นหัวใจสำคัญในวาระของรัฐบาล และเป็นผลประโยชน์ของตนเอง โดยหน่วยงานรัฐบาลทั้งหมดต่างทุ่มเทให้กับการเนื้อหาที่ละเอียดอ่อน ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อระบอบการปกครองได้ ดังนั้น มันจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่ความสามารถในการตอบสนองอย่างว่องไวและอาจหาญของเวียดนาม จะเหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นประชาธิปไตยอย่างฟิลิปปินส์


กระนั้น การแบนภาพยนตร์บาร์บี้เผยให้เห็นถึงความวิตกกังวลของทางการเวียดนาม และแนวทาง “กันไว้ดีกว่าแก้” ต่อการเซ็นเซอร์ทางวัฒนธรรมของประเทศ

South China Morning Post


นอกจากนี้ การแบนภาพยนตร์บาร์บี้ไม่เพียงเน้นให้เห็นความหวาดระแวงอย่างมากของรัฐบาลเวียดนาม เกี่ยวกับข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ แต่ยังบ่งชี้ถึงอิทธิพลที่อาจเกิดขึ้นในระดับโลก เพราะมาตรการที่เข้มงวดของทางการเวียดนาม กระตุ้นให้ประเทศอื่น ๆ พิจารณาการกระทำที่คล้ายคลึงกันต่อ “บาร์บี้” ตลอดจนทำให้เกิดการอภิปราย ในกลุ่มสมาชิกสภานิติบัญญัติของสหรัฐ ซึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลของจีนที่มีต่อฮอลลีวูดอยู่แล้ว


แม้การตรวจสอบการผลิตของฮอลลีวูดอย่างละเอียดถี่ถ้วนเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการเผยแพร่การอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่อย่างผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความระมัดระวัง และการทนต่อการล่อลวงให้คล้อยตามการตัดสินใจ ของประเทศที่ดำเนินการเซ็นเซอร์อย่างหนัก ซึ่งการยอมจำนนต่ออิทธิพลของรัฐบาล ที่ขึ้นชื่อเรื่องการควบคุมผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมนั้น อาจเป็นแบบอย่างที่อันตราย จนอาจนำไปสู่การเซ็นเซอร์ทั่วโลก ที่บ่อนทำลายรากฐานของสังคมแบบประชาธิปไตย

ทั้งนี้ทั้งนั้น การสร้างสมดุลระหว่างความจำเป็นในการกำกับดูแลอย่างมีความรับผิดชอบ กับการรักษาคุณค่าทางประชาธิปไตย เป็นงานที่ละเอียดอ่อน เพราะเมื่อมีการหารือกัน ประเทศต่าง ๆ ต้องเข้าจัดการกับการส่งเสริมการเซ็นเซอร์ ด้วยการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อทำให้แน่ใจว่า มาตรการใด ๆ ที่นำมาใช้ จะไม่ขัดขวางความก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกโดยไม่ได้ตั้งใจ.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES