“ทีมการเมืองเดลินิวส์” จึงมาสนทนากับตัวแทนจาก 2 ขั้วการเมืองใน“ค่ายสีฟ้า” ถึงศึกการแข่งขันภายในรอบใหม่ที่คุกรุ่นไม่แพ้ในอดีต
เริ่มจาก “นราพัฒน์ แก้วทอง” รักษาการรองหัวหน้าปชป. ตัวแทนทีมผู้กุมเสียงสำคัญในพรรคฯที่มี “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” รักษาการเลขาธิการพรรคฯ เป็นหัวเรือใหญ่ บอกเล่าสถานการณ์ของปชป.ว่า ความพ่ายแพ้ของพรรคในการเลือกตั้ง ส่วนหนึ่งมาจากที่พรรคปรับตัวไม่ทัน ไม่มีกำลังโซเชียลมีเดียเพียงพอในการสื่อสาร และทำการตลาดเข้าถึงประชาชน แต่หลังจาก “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ลาออกจากหัวหน้าพรรคฯ จึงมีความจำเป็นที่ปชป.จะต้องทบทวนตัวเอง ซึ่งส่วนหนึ่งทำให้เกิดการแข่งขันของ 2 ซีกความคิด โดยซีกหนึ่งคิดว่า จะต้องนำคนเก่าแก่หรือผู้ที่มีประสบการณ์มาขับเคลื่อนพรรค แต่อีกซีกอยากได้คนรุ่นใหม่ คนที่รู้เรื่องโซเชียลมีเดีย รู้การตลาดเข้ามา แต่ด้วยพรรคเรามีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาก จึงเกิดถกเถียง แสดงความคิดเห็นหลายมุมมอง ซึ่งทำให้ถูกสังคมมองว่าเราไม่สามัคคีกัน

@ ปชป.มีการชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคมาแล้วหลายครั้ง เกิดบาดแผลมากมายในพรรคจะเกิดปัญหาในอนาคตหรือไม่
ในการเลือกตั้งต้องมี 2 ข้าง คือ เสียงข้างมากกับเสียงข้างน้อย ฝ่ายเสียงข้างน้อยก็ต้องเคารพและยอมรับฝ่ายที่ชนะ อย่าทำอะไรนอกเกมหรือไม่ยอมรับผล ถ้าคุณบอกว่ารักพรรค เมื่อการตัดสินใจในพรรคฯจบแล้ว คุณต้องจบ แล้วมาช่วยกันพัฒนาพรรคฯ แต่ถ้ายังดื้อแพ่งหรือทิ่มแทงกัน พรรคจะเสื่อมถอย เดินต่อไม่ได้
@ ปชป.ถูกมองว่าแบ่งขั้วกันว่าฝ่ายของนายเฉลิมชัย กับฝ่ายสนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับเป็นหัวหน้าอีก
ผมคิดว่าทุกคนคือฝ่ายประชาธิปัตย์ กรีดเลือดออกมาก็คือสีฟ้าเหมือนกัน แต่มีความคิดเห็นกันไปคนละแนวความคิด ซึ่งสามารถหาจุดร่วมกันโดยสงวนจุดต่างๆแล้วเดินไปด้วยกันได้ ผมมองว่าหัวหน้าพรรคฯแต่ละคนเป็นคนเก่งและดี ไม่คิดทำร้ายพรรค แต่กองเชียร์หรือลิ่วล้อต่างหากที่อาจคิดไปเองว่าถ้าคนของตัวเองแพ้แล้ว มันจะมีปัญหา แต่เมื่อพรรคฯมีการลงมติแล้ว ทุกอย่างต้องจบ แต่ถ้าใครจะไม่ช่วย ก็จะต้องไม่ทำร้ายพรรค หรือถ้าเขาไม่ไหวจริงๆ ก็อาจเดินออกจากพรรคไป แต่ถ้าเขาบอกว่ายอมรับมติและรอไปว่ากันใหม่ในการเลือกตั้งในพรรคฯครั้งหน้า แบบนี้มันแฟร์

@ ยังไม่ทันจะเริ่มการลงคะแนนเลือกตั้งในพรรค ก็มีข่าวรายชื่อกก.บห.ชุดใหม่หลุดออกมาก่อน
คงเหมือนกับร่างคร่าวๆว่าใครสนใจหรือใครเหมาะสมกับตำแหน่งไหน แต่ท้ายที่สุดก็ต้องผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งถ้าใครอยากเป็นตำแหน่งไหน ก็เสนอตัวได้ แล้วสมาชิกที่มีสิทธิ์ลงคะแนนจะเป็นผู้ตัดสิน ส่วนผลการเลือกตั้งในปชป. ถูกมองว่าอาจมีผลต่อทิศทางของพรรคในสนามการเมืองนั้น ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ว่าปชป.จะต้องไปเป็นรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้าน แล้วจึงจะชนะเลือกตั้ง แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณจะนำเสนอต่อประชาชน ทำให้คนเห็นว่าเลือกเราแล้วได้อะไร หรือเราคิดอะไร เราต้องจึงสร้างตัวตนให้เข้มแข็ง ชัดเจน และต้องทำตัวให้สังคมเห็นว่าเราเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ส่วนเรื่องการเมืองข้างนอกเป็นเรื่องกระแสสังคมที่ถูกสร้างจากโซเชียลมีเดีย
ขณะที่ตัวแทนของฝ่ายสนับสนุน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตหัวหน้าพรรคฯ อย่าง “สาธิต ปิตุเตชะ” รักษาการรองหัวหน้าปชป. มองว่าพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในยุคที่ต้องมีการฟื้นฟูและรวบรวมสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในพรรค อีกทั้งต้องหาแนวร่วม ทั้งคนที่เคยอยู่กับพรรคหรือคนที่มีอุดมการณ์ใกล้เคียงกันแล้วนำมารวมตัวกัน เพื่อช่วยทำให้พรรคฯ กลับมาสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้ แต่แน่นอนว่า คงจะไม่สามารถประสบสำเร็จแบบก้าวกระโดดได้เหมือนเก่า โดยปชป.เป็นแบรนด์ที่คนรู้จักแบรนด์ เคยเป็นแบรนด์ที่ประชาชนเคยใช้หรือเลือก แต่ตอนนี้เขาไม่เลือก ดังนั้น เวลานี้เราจึงต้องตั้งต้นหายีนส์ กำหนดตัวตนที่แท้จริงในยุคของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพื่อสร้างความชัดเจน และจะทำให้ได้กลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มลูกค้ากลับมาอยู่กับเรา

สำหรับการแข่งขันภายในพรรคฯ เป็นเพียงกระบวนการสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องมีการมาทำความเข้าใจร่วมกันในหมู่สมาชิกว่าพรรคเราอยู่ในสถานะที่ต้องได้รับการฟื้นฟู และกำลังจะทำให้มันก้าวเดินต่อไป จึงจะใช้ความคิดเก่าๆที่ให้มีการแข่งขันกันเสรีอย่างนั้นไม่ได้แล้ว และจะทำให้การตั้งลำเรื่องการฟื้นฟูพรรคฯทำยากขึ้น ดังนั้นคงจะต้องใช้วิธีที่ทุกฝ่ายหันมาพูดจากัน เพื่อให้เป็นฉันทามติว่าจะเดินหน้าโดยใคร แล้ววางเป้าว่า เราจะนำพาพรรคไปสู่การสร้างความชัดเจน
ขณะที่ผู้นำมีความสำคัญมาก ผมคิดว่าคุณสมบัติของหัวหน้าปชป.ยุคฟื้นฟู ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรุ่นใหม่หรือต้องรูปหล่อ แต่ต้องมีประสบการณ์ทางการเมือง มีตัวตนที่แท้จริง ต้องมีอุดมการณ์จุดยืนชัดเจน สามารถดีเบตแข่งขันกับคู่แข่งคนอื่นๆได้สมน้ำสมเนื้อ และต้องวางเป้าหมายการฟื้นฟูพรรคเป็นวาระของพรรค

@ ภายในพรรคมีข่าวการแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายชัดเจน และมาแข่งขันกันค่อนข้างดุเดือด มั่นใจหรือไม่ว่าจบแล้วจะหันมาพูดคุยกันได้
เวลานี้เป็นสถานการณ์ที่แต่ละฝ่ายจะต้องตรึกตรองและสรรหาผู้นำพรรคที่ตอบโจทย์ในการเริ่มต้นการฟื้นฟูพรรค ส่วนเรื่องความคิดเห็นก็มีความแตกต่างกันได้หลายทาง แต่สุดท้ายก็ต้องมีการมาพูดคุยร่วมกัน เพื่อหาข้อยุติให้ได้ว่าด้วยสถานการณ์ขณะนี้กับเป้าหมายที่จะต้องเดินไปทีละขั้นนั้น ควรจะมีใครมาเป็นผู้นำของพรรค ซึ่งถ้าเป็นลักษณะของการแข่งขัน ก็จะทำให้เกิดร่องรอยความขัดแย้งหรือรอยปริแยกที่ส่งผลต่อการสร้างเอกภาพในพรรค อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ายังอยู่ในความพยายามที่จะต้องทำให้เกิดการมาพูดคุยร่วมกัน เพราะทุกคนก็รู้ถึงกระทบที่จะเกิดขึ้น
@ หลังจบการเลือกตั้งในพรรคฯแต่ละครั้ง มักสร้างบาดแผล เกิดเลือดไหลออก รอบนี้จะก้าวข้ามปัญหาดังกล่าวได้อย่างไร
บาดแผลมีอยู่แล้วทุกครั้ง แต่ถึงอย่างไรยังต้องพยายามทำให้ฝ่ายต่างๆในพรรคหันมาพูดคุยกัน ขณะเดียวกันต้องใช้วุฒิภาวะให้มากที่สุดในการพูดคุยกัน ซึ่งถ้าสามารถตกลงร่วมกัน ก็เป็นเรื่องดี ส่วนเรื่องเลือดไหลออกจากพรรคเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ แต่ทุกครั้งก็มีแบบนี้ อย่างไรก็ตาม ทุกคนในพรรคต้องร่วมกันพยายามทำให้เกิดน้อยที่สุดหรือไม่เกิดขึ้นอีกเลย และทุกคนควรหันมาช่วยกันทำงาน.



